กระทู้ในฟอรัม

Theresa Apocalypse
30 ธ.ค. 2562
In Aerospace Technology
ถึงเเม้ว่าโครงการ F-15 STOL/MTD ได้เสร็จสิ้นลงในปี 1991 เเต่ดูเหมือนว่าเจ้าอินทรี 3 สีลำนี้จะยังไม่อยากจะนอนตากเเดดเหมือนเพื่อนๆของมัน ในปี 1993 องค์การบริหารการบินและอวกาศแหงชาติ(NASA)ได้รับมอบเครื่องบินลำนี้จากกองทัพอากาศสหรัฐฯเพื่อนำไปใช้ในโครงการวิจัยที่มีชื่อว่า Advanced Control Technology for Integrated Vehicle หรือเรียกสั้นๆว่า ACTIVE ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการวิจัยด้านการบินเพื่อที่จะเพิ่มสมรรถนะเเละความคล่องตัวของอากาศยานทั้งเชิงพาณิชย์เเละอากาศยานทางทหาร โครงการ ACTIVE นั้นเป็นการร่วมมือจากหลายฝ่ายประกอบด้วยนาซ่า,ศูนวิจัยเเห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ, Pratt & Whitney เเละ Boeing Phantom Works โดยความพยายามครั้งนี้มจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะลดเวลาออกเเบบเครื่องบินยุคหน้าลงครึ่งหนึ่ง หลังจากได้รับมอบเครื่องจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ F-15 STOL/MTD นั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น NF-15B หรืออีกชื่อนึงคือ F-15 ACTIVE เเละได้เปลี่ยนหมายเลขเครื่องเป็น 837 เพื่อการวิจัยในครั้งนี้เจ้าเครื่อง 3 สีลำนี้ได้มีการปรับปรุงหลายอย่างคือ 1.เครื่องยนต์ Pratt & Whitney F-100-PW-229 IPE รุ่นเดียวกับที่ติดตั้งบน F-15E เเต่มาพร้อมกับ Pitch/Yaw Balance Beam Nozzles (P/Y BBN) ที่มีความสามารถในการปรับทิศทางเเรงขับไปได้ถึง 3 มิติด้วยมุมสูงสุด 20 องศาจากเส้นศูนย์กลาง ทำให้มีความคล่องตัวเเละเเรงขับมากกว่า 2D Thrust-Vectoring ของ STOL/MTD ซึ่ง 3D Thrust-vectoring นั้นทำให้ F-15 ACTIVE มีความคล้ายคลึงกับ Su-37 Terminator อีกด้วย 2.Quad digital flight controller เป็นระบบที่ช่วยให้นักบินสามารถควบคุมสมรรถนะเครื่องได้ตามต้องการ 3.Dual-channel nozzle controllers เพื่อควบคุมระบบปรับทิศทางเเรงเเรงขับของเครื่องยนต์ตามระบบควบคุมการบินขณะที่จำกัดมุมของท่อท้ายเพื่อเพิ่มความปลอดภัย 4.Electronic air inlet controllers ซึ่งจะปรับช่องรับอากาศให้เข้าที่ขณะทำการบินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเครื่องยนต์ 5.Tri-channel VMS Computer เพื่อห้ามการทำการบินมากเกินกว่าสมรรถนะที่กำหนดมาให้เเละเพิ่มความปลอดภัยของตัวเครื่องเเละนักบิน ขณะอยู่กับนาซ่านั้น F-15 ACTIVE ได้ทำให้เกิดเหตุการณสำคัญในการวิจัยหลายๆอย่าง อาทิเช่น การหันเครื่องขณะบินเร็วเหนือเสียงครั้งเเรกในช่วงต้นปี 1996,การเเสดงศักยภาพของระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินในการเพิ่มความเร็วจาก มัค 0.1 สู่ 1.3 โดยไม่ได้เพิ่มความเร็วเครื่องบนความสูง 30,000 ฟิตในปลายปีเดียวกัน เป็นต้น นอกจากนี้อินทรี 3 สีลำนี้ก็ได้เป็นเครื่องที่ถูกนำมาทดสอบต่างๆของนาซ่า เช่นการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อป้องกันการ Stall เเละการทดสอบลดเสียงเครื่องยนต์ในปี 1997 F-15 ACTIVE นั้นนับได้ว่าเป็นเครื่องบินลำเเรกๆที่มีการนำเอา Intelligent Flight Control System (IFCS) มาทดสอบ ซึ่งระบบนี้จะไปทำการปรับสมรรถนะของเครื่องบินเพื่อที่จะให้นักบินสามารถควบคุมเครื่องในช่วงที่เครื่องบินเกิดวิกฤตซึ่งปกติจะไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ งานวิจัยสุดท้ายที่ใช้เครื่องลำนี้นั้นคือการทดสอบ LaNCETS(Lift and Nozzle Change Effects on Tail Shock) ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ในเครื่องบินพาณิชย์ความเร็วเหนือเสียงเพื่อป้องกันมิให้เกิด Sonic Boom ที่ไม่ต้องการ หลังจากที่ได้รับใช้ชาติมากว่า 20 ปีเเละกว่า 231 เที่ยวบิน F-15 ACTIVE หมายเลขเครื่อง 837 นั้นได้ปลดประจำการในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ.2009 ซึ่งเป็นการปิดตำนานวิหค 3 สีลำนี้ในที่สุด ถึงเเม้ว่าจะไม่ได้ทำการยิงอาวุธใดๆเลยเเต่การทดสอบหลายๆอย่างบนเครื่องบินลำนี่นั้นมีส่วนช่วยในการวิจัยเครื่องบินขับไล่ทางยุทธวิธีลำอื่นๆอีกด้วย ที่มา:https://www.nasa.gov/centers/armstrong/news/FactSheets/FS-048-DFRC.html https://sofrep.com/fightersweep/what-exactly-was-the-f-15-active-aircraft/ https://www.nasa.gov/centers/dryden/history/pastprojects/Active/desc.html https://hushkit.net/2019/03/20/rare-eagles-unusual-f-15s-variants/ #F15active #F15stolmtd #F15
F-15 STOL/MTD เเละ F-15 ACTIVE หมอผีผู้พิชิตไวเวิร์น 

ตอนที่ 2 F-15 ACTIVE:The American Terminator  content media
0
0
172
Theresa Apocalypse
17 พ.ย. 2562
In Aerospace Technology
เครื่องบินขับไล่เเบบ F-15 Eagle นั้นถือว่าเป็นเครื่องบินที่เป็นกำลังรบหลักของกองทัพอากาศสหรัฐฯเเละปรเทศที่ประจำการเครื่องบินรุ่นดังกล่าวทั่วโลกตั้งเเต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมาอีกทั้งยังมีรุ่นโจมตีออกมาคือ F-15E Strike Eagle ซึ่งตามประวัติการรบของทั้ง 2 รุ่นเเล้วยังไม่มีลำใดรบเเพ้ในการต่อสู้เเบบอากาศสู่อากาศเลย(ยกเว้น F-15J ที่มีเคส Friendly Fire เเบบไม่ได้ตั้งใจ) เเต่สำหรับคนที่เคยดูการ์ตูนเรื่อง Patlabor 2 หรือคนที่เป็นเเฟนเกมเครื่องบินรบซีรีย์ Ace Combat เเละ H.A.W.X นั้นจะเห็นว่ามี F-15 อยู่รุ่นหนึ่งที่เเปลกไม่เหมือนรุ่นที่เห็นทั่วไป โดย F-15 ในทั้ง 2 เรื่อง/เกมนนั้นจะมีการเพิ่มคานาร์ดตรงส่วนของช่องรับอากาศ (Intake) เเละท่อท้ายที่มีรูปร่างผิดมนุษย์จนหลายๆคนคงคิดว่ามันเป็นเครื่องที่เเฟนตาซีที่ไม่มีอยู่จริง จริงอยูู่ที่ใน Patlabor 2 นั้นเป็น F-15 ที่เป็นดีไซน์เฉพาะเรื่องเเต่ในเเฟรนไชส์ Ace Combat นั้นเป็นเครื่องที่มีอยู่จริงนามว่า F-15 STOL/MTD (ในภาค 4 ใช้ชื่อ F-15 ACTIVE ,ภาคอื่นๆที่มีใช้ชื่อ F-15 S/MTD) เเละ F-15 ACTIVE ใน H.A.W.X เรื่องราวของเจ้าเครื่องประหลาดเริ่มขึ้นในปี 1984 ศูนย์ปฏิบัติการพลศาสตร์การบินเเห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ (Flight Dynamics Laboratory of the Air Force Aeronautical Systems Division) ได้ว่าจ้างบริษัท McDonell Douglas(ปัจจุบันโดน Boeing เทคโอเวอร์เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว) ในการพัฒนาอากาศยานที่สามารถออกบินเเละลงจอดบนพื้นรันเวย์ที่เปียกดหรือเสียหายจากระเบิดหรือภายใต้สภาพอากาศที่ไม่ดีเเละลมครอสวินด์ที่รุนเเรงได้ เครื่องบินที่ถูกเลือกมาเเละทดสอบในโครงการนี้คือเครื่องต้นเเบบ F-15B หรือ TF-15A หมายเลขเครื่อง 71-0290 ซึ่งเป็น F-15 สองที่นั่งลำเเรกเเละ F-15 ลำที่หกที่ผลิตออกมา ทางด้านองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) นั้นได้ศึกษาเรื่องการนำระบบ Thrust Vectoring มาใช้กับ F-15 ตั้งเเต่กลางยุค 1970 เเล้ว เลยใช้เครื่องบินลำนี้เป็นตัวทดสอบให้กับระบบดังกล่าวรวมทั้งเพิ่มคานาร์ดไว้ที่ส่วนหน้าของเครื่องทำให้มันเป็น F-15 ลำเดียวมี่มีคานาร์ดเเละ 2D Thrust Vectoring เเละให้ชื่อเครื่องบินลำนี้ว่า  F-15 Short Take Off and Landing/ Maneuver Technology Demonstrator หรือ F-15 STOL/MTD  เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือสำรวจเเละพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวข้องกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่สามารถนำเครื่องขึ้นเเละลงในระยะสั้นซึ่งมีเทคโนโลยีสี่อย่างคือ 1.ท่อท้าย Thrust Vectoring เเบบ 2 มิติดังที่กล่าวไว้ข้างต้นเเละ Thrust Reverser ที่ใช้ในการเปลี่ยนทิศทางเเรงขับเพื่อลดระยะทางในการลงจอด 2.ระบบ Fly-by-wire เเละ ระบบควบคุมเเรงขับ หรือ IFPC 3.ฐานล้อสำหรับลงบนพื้นที่ขรุขระ 4.ปรับปรุงอินเตอร์เฟสของนักบินเเละตัวเครื่องให้มีขีดความสามารถในการลงจอดในเวลากลางคืนเพิ่มมากขึ้น กองทัพอากาศสหรัฐได้รับมอบ F-15 STOL/MTD ในปี 1988 เเละได้เริ่มทำการบินทดสอบภายในเดือนมกราคมปีถัดมา เป้าหมายในการทดสอบเทคออฟนั้นคือการเพิ่มเปอร์เซนต์เทคออฟโรล 29% จาก F-15B เเต่ทว่าด้วยขุมพลังของ 2D Thrust Vectoring Nozzle ทำให้สามารถนำเครื่องขึ้นได้ภายในระยะทางเเค่ 900 ฟิต (ประมาณ 274.32 เมตร)หรือคิดเป็น 38% น้อยกว่าเครื่องรุ่นธรรมดา ในการทดสอบลงจอดนั้น F-15 STOL/MTD สามารถลงจอดด้วยระยะทาง 1,370 ฟีต (ประมาณ 417.576 เมตร) คิดเป็นครึ่งหนี่งของ F-15 รุ่นทั่วไปในการลงจอดเวลากลางวัน ในการทดสอบลงจอดเวลากลางคืนนั้นเครื่องบินลำนี้ได้ทำการเเสดงศักยภาพของเรดาห์เเบบ APG-70 เเละ กระเปาะชี้เป้าเเบบ LANTIRN โดยที่ไม่มี NAVAIDS เลย ซึ่งผลลัพท์คือทั้งเรดาห์เเละกระเปาะนั้นสามารถลดภาระของนักบินลงอย่างมากจนทำให้ทั้ง LANTIRN เเละ AN/APG-70 ได้ถูกนำไปใช้กับ F-15E Strike Eagle ในเวลาต่อมา ขณะทำการบินนั้น F-15 STOL/MTD ได้เเสดงสมรรถนะของท่อท้าย 2 มิติเเละ Thrust Reverser ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการลดความเร็วได้มากกว่ารุ่นทั่วไปถึง 39% ในความเร็ว 1.6 มัค การทดสอบดำเนินการจนเเล้วเสร็จในเดือนสิงหาคมปี 1991 ซึ่งเจ้าเครื่องสีฟ้าเเดงลำนี้ก็ได้เเสดงสมรรถนะของเทคโนโลยีทั้ง 4 เเบบได้อย่างสมบูรณ์เเบบถึงเเม้ 2D Thrust Vectoring Nozzle จะมีความซับซ้อนในการซ่อมบำรุงเเละดูเเลเเต่ว่าสามารถทำให้สมรรถนะเครื่องเพิ่มขึ้นมากกว่า F-15B รุ่นปกติ << TO BE CONTINUE.>> ที่มา https://books.google.co.th/books?id=ILKwDk04ofwC&pg=RA9-PA15&lpg=RA9-PA15&dq=F-15STOL/MTD&source=bl&ots=zmfKp4YteK&sig=ACfU3U2DK2YDbAHYb00sohdopEGDFvbzsg&hl=th&sa=X&ved=2ahUKEwjgmaCd_fDlAhUqwTgGHTnXAS8Q6AEwBHoECAkQAQ#v=onepage&q&f=false https://sofrep.com/fightersweep/what-exactly-was-the-f-15-active-aircraft/ https://hushkit.net/2019/03/20/rare-eagles-unusual-f-15s-variants/ https://www.nasa.gov/centers/langley/pdf/70897main_PiF.pdf #F15 #F15ACTIVE #F15STOLMTD #Aviation
F-15 STOL/MTD เเละ F-15 ACTIVE หมอผีผู้พิชิตไวเวิร์น  
ตอนที่ 1 บั้นท้ายเหลี่ยม STOL/MTD 
 content media
0
0
416
Theresa Apocalypse
30 ก.ย. 2562
In Aerospace Technology
ในทศวรรษที่ 1970 กองทัพอากาศเยอรมันตะวันตกเล็งเห็นว่าเครื่องบินขับไล่ในอนาคตนั้นจะต้องมีความเร็วสูงเเละสามารถทำการบินในมุมปะทะที่มากได้เเต่เครื่องบินที่มีความสามารถดังกล่าวนั้นจะมาพร้อมกับเสถียรภาพที่ต่ำ ในปี 1974 เพื่อที่จะเเก้ปัญหาเรื่องเสถียรภาพของเตรื่องบินยุคใหม่ กระทรวงกลาโหมของเยอรมันตะวันตกได้ให้บริษัท Messerschmitt-Bölkow-Blohm (MBB) เริ่มโครงการที่มีชื่อว่า CCV หรือ Control Configured Vehicle ซึ่งจะเป็นตัวทดลองให้กับระบบ fly-by-wire ที่จะเปลี่ยนจากระบบควบคุมเเบบ Analogue เก่าๆเป็นระบบควบคุมเครื่องบินด้วยระบบ Digital เเทน โครงการ Control Configured Vehicle นั้นเป็นโคงการที่จะนำเครื่องบินที่ถูกคัดเลือกมาปรับเเต่งให้ลดเสถียรภาพลง้เเละใช้ระบบ fly-by-wire ซึ่งเป็นระบบการควบคุมการบินเเบบใหม่ในสมัยนั้นมาทำให้เครื่องบินมีความเสถียรดังเดิม ซึ่งโครงการนี้นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ทำให้อุตสาหกรรมการบินในอนาคตมีความก้าวหน้ามากขึ้น เครื่องบินที่ได้รับเลือกในโครงการนี้ก็เป็นลำไหนไปไม่ได้นอกจาก”โลงศพเหินฟ้า”หรือ F-104G เพราะมีขนาดที่เล็กกว่าผู้ท้าชิงอย่าง F-4F ที่หนักเเละหนาอย่างกับอิฐ(ถึงมันจะมีที่ว่างพอที่จะใส่อุปกรณ์ทดสอบมากกว่า F-104 ก็ตาม) เฟสเเรกของโครงการนั้นได้เริ่มต้นขึ้นในปลายปี 1976 ซึ่งเป็นการทดสอบพารามิเตอร์สำหรับการควบคุมของ CCV เเละเซนเซอร์ซึ่งเป็นไปด้วยดีเเละประสบความสำเร็จภายใน 13 เที่ยวบิน สำหรับเฟสที่สองนั้นมีการเเยกเครื่องทดสอบออกเป็น 2 รุ่นคือรุ่น B(Basic) เเละรุ่น E(Ente แปลว่าเป็ด) ในปี 1979 นั้นนับเป็นครั้งเเรกที่โครงการนี้บรรลุเป้าหมายในการบินด้วยโหมด CCV ซึ่งเครื่องบินที่ทำการทดสอบนั้นคือรุ่น B ในปี 1980 นักบินทดสอบ Nils Meister ได้นำ F-104G-CCV ขึ้นบินจาก Manching เพื่อทำการบินทดสอบระบบอีกครั้งเเต่ครั้งนี้เครื่องที่ทำการบินนั้นคือรุ่น E1 F-104G-CCV รุ่น E1 นั้นจะต่างจากรุ่น B ตรงที่มีคานาร์ดอยู่ที่ตัวถังข้างหลังห้องนักบิน เนื่องด้วยน้ำหนักของอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นมาเเละคานาร์ดที่ทำให้อากาศพลศาตร์ต่างจาก F-104 รุ่นทั่วไป F-104G-CCV รุ่น E1 นั้นจึงมีเสถียรภาพที่ต่ำเเต่ระบบควบคุมการบินเเบบ CCV นั้นสามารถคงเสถียรภาพของเครื่องไว้ได้ตลอดระยะเวลาการบินทั้งหมด 45 นาที ดร.Gerhart Loebert อดีตผู้จัดการของโครงการได้อธิบายถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ใน MBB-aktuell(จดหมายข่าวของ MBB) ไว้ว่า ”เป้าหมายของการทดสอบครั้งนี้ไม่ใช่การทำให้เครื่องที่เสถียรภาพต่ำให้มีความเสถียรเเต่เป็นการเเสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ CCV ว่ามีมากเเค่ไหนซึ่งเเน่นอน เราทำสำเร็จ” ความไม่เสถียรของ E1 นี้ได้มีการพยายามเเก้ในรุ่น E2 ที่ทดสอบในปี 1981 โดยการเปลี่ยนตำเเหน่งจุดศูนย์ถ่วงของตัวเครื่องไปด้านหลังเเละสุดท้ายก็สามารถเเก้ได้ในรุ่น E3  ด้วยการเพิ่มบัลลาสก์ 200 กิโลกรัม ไปที่ส่วนหน้าของเครื่อง โครงการนี้สิ้นสุดลงในปี 1984 เเละมีเทียวบินทดสอบทั้งหมด 176 เที่ยวบินซึ่งโดยรวมเเล้วโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งเเละข้อมูลที่ได้จาก F-104G-CCV นั้นได้นำมาใช้กับ British Aerospace EAP เเละได้พัฒนาขึ้นมาเป็น EF-2000 หรือ Eurofighter Typhoon ในเวลาต่อมา ที่มา http://www.i-f-s.nl/f-104-types/ https://theaviationist.com/2014/03/07/f-104-cvv-typhoon/ http://www.916-starfighter.de/Historie_CCV-F-104G.pdf #luftwaffe #westgermanairforce #f104 #f104g #aviation #starfighter #typhoon #eurofighter_typhoon #flybywire #MMB
F-104G-CCV  
พ่อพันธุ์เเท้ของ Eurofighter Typhoon content media
0
0
234

Theresa Apocalypse

ขั้นตอนดำเนินการอื่นๆ