กระทู้ในฟอรัม

LLENN_
07 เม.ย. 2563
In Aerospace Technology
ในต้นยุค60 สวีเดนต้องการเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่จะมาทดแทน SAAB 32 Lansen ในบทบาทโจมตีและทดแทนSAAB 35 Drakenในบทบาทป้องกันภัยทางอากาศและลาดตระเวณทางอากาศ แถมยังต้องบินเร็วเหนือเสืองที่ความสูงยอดไม้และที่ความสูงเหนือเมฆต้องบินได้เร็วกว่าเสียง2เท่า และยังต้องเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบบูรณาการการป้องกันภัยทางอากาศ กับต้องขึ้นลงในถนนที่ปรับปรุงพึ้นผิวแล้วที่มีความยาว800เมตร กว้าง9 เมตรได้อีกด้วย โดยเครื่องบินลำใหม่นี้ได้ชื่อว่า Fpl 37 โดยจากเครื่องยนต์ที่มีอยู่ในตอนนั้นSAABได้เลือกใช้เครื่องยนต์ Pratt & Whitney JT8D-22 ที่จะถูกผลิตภายใต้ลิขสิทธ์โดย Svenska Flygmotor แม้ว่ามันจะไม่มีAfterburnerและไม่ได้ออกแบบให้ใช้กับเครื่องบินในย่านความเร็วเหนือเสียงก็ตามซึ่งต่อมาถูกดัดแปลงให้เข้ากับเครื่องบินและเปลี่ยนชื่อเป็น RM8 โดยการออกแบบโครงสร้างช่วงแรกนั้นSAABได้เริ่มจาก model 1504B ซึ่งใช้เครื่องยนต์ Rolls-Royce Spey และสุดท้ายแล้ว SAABก็ได้เลือกใช้ model 1534 ในเดือนกุมภาพันธ 1962 หลังจากนั้นSAABก็ได้เปิดตัว Fpl 37 แก่ชาวโลกซึ่งทำให้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเพราะเป็นเครื่องบินทางทหารและได้เข้าสายการผลิตแบบแรกของโลกที่มี ปีกหน้า (Canard) โดย Canard นั้นจะมีFlapอยู่ด้วยและมี Elevons อยู่ที่ส่วนหลังของปีกนอกจากนั้นแล้วเครื่องยนต์ของมันยังสามารถกลับแรงดันไอพ่นได้ และทั้งหมดนี้ทำให้มันสามารถปฎิบัติการในทางวิ่งที่ยาวเพียง500เมตรได้ซึ่งทำให้มันเหนือกว่าเครื่องบินโจมตีร่วมสมัยทั้งหมดอีกด้วย นอกจากนั้นแล้วโครสร้างนั้นยังทนแรงเครียดได้มากถึง +12g แม้ว่าระบบต่างๆในเครื่องบินจะทนได้แค่ +7g (+8g สำหรับรุ่นขับไล่) และนักบินจะยังสามารถมีสติที่เพียง +5g เท่านั้น ถึงแม้โครสร้างจะออกแบบให้แข็งแรงและเบาเป็นอย่างมากแล้ว มันยังออกแบบให้ซ่อมบำรุงง่ายซึ่งทำให้สามารถออกปฎิบัติการได้เยอะอีกด้วย หลังจากSAABได้ออกตัวMock upในปี 1965 ตัวต้นแบบก็ได้เข็นออกมาปี 1966 และบินขึ้นครั้งแรกในปี1967 ต่อจากนั้นก็เปิดตัวใน Paris Air show 1969 และ AJ37 ลำแรกก็ได้เข้าประจำการในปี 1971 และมีรุ่นย่อยดังนี้ ปล: ผิดพลาดตรงไหนสามารถทักติงได้ในช่องcommentข้างล่างนะครับ อ้างอิง http://www.airvectors.net/avvig.html The encyclopedia of military jets, general editor by Thomas Newdick, ISBN 978-1-84013-648-7 https://www.jetphotos.com
SAAB 37 Viggen – Flygvapnet’s Mjolnir content media
0
0
72
LLENN_
18 ม.ค. 2563
In Aerospace Technology
1.โครงสร้าง ในที่นี้จะเขียนถึงจุดเด่นเป็นหลักเท่านั้นนะครับ 1.1 วัสดุและการออกแบบให้ลดหน้าตัดเรดาร์ โครงสร้างของ Su-57 นั้นออกแบบให้ลดการสะท้อนเรดาร์ในทุกๆมุมตามสมัยนิยมของ เครื่องบินขับไล่ยุคที่5 นอกจากนั้นยังใช้วัสดุผสม(composite materials)ซึ่งเป็นวัสดุดูดซับคลื่นเรดาร์(Radar Absorbent Material/RAM) 70% ตามขนาดพื้นผิวและ 25% รวมถึงการจัดวางรูปแบบ โครงสร้างดูดซับคลื่นเรดาร์ (Radar Absorbent Structure/RAS) ของวัสดุที่ใช้ทำโครงสร้าง ทั้งหมดนี้ทำให้มันมีหน้าดัดสะท้อนเรดาร์ (radar cross section/RCS) เฉลี่ยทั้งลำประมาณ 0.1-1 ตารางเมตรสำหรับตัวต้นแบบเฟสแรก แต่สำหรับตัวที่จะออกจากสายการผลิตจะเล็กกว่านั้นเพราะจะใช้วัสดุผสมรุ่นใหม่ซึ่งจะลดการสะท้อนเรดาร์ไปอีก นอกจากนั้นกระจกครอบห้องนักบิน (canopy) ยังเคลือบ indium-tin-oxide ซึ่งจะทำให้ลดการสะท้อนเรดาร์จากห้องนักบิน (cockpit) ไปอีก 30% 1.2. การออกแบบให้กันวัตถุแปลกปลอมเข้าจุดสำคัญของเครื่องบิน เนื่องจากสภาพอากาศของรัสเซียสามารถทำให้เกิด FOD (Foreign object damage) ได้ง่าย ดังนั้นเครื่องบินรัสเซียที่ต้องเข้าประจำการในประเทศตังเองนั้นต้องออกแบบให้ทนสิ่งนี้เพื่อลดความเสียหายหากโดนขณะเอาเครื่องขึ้นหรือร่อนลงจอด ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบแผ่นปิดintakeของ คย.เพื่อป้องกัน FOD เข้าเครื่องยนต์ 1.3.ความทนทานของโครงสร้าง Su-57นั้นออกแบบให้มีอายุการใช้งาน30-35ปี(ประมาณ6000ชั่วโมงบิน อ้างอิงจากSu-35S) ซึ่งน้อยกว่าF-35ที่ออกแบบให้มีอายุการใช้งานอย่างน้อย8000ชั่วโมงบิน แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็มีตำบลอาวุธภายใน6จุดภายนอก6จุด 2.เครื่องยนต์และระบบควบคุมการบิน สำหรับเครื่องต้นและเครื่องที่จะส่งมอบในล็อตแรกๆแรกนั้นจะใช้เครื่องยนต์ NPO Saturn AL-41F1 (“product 171”) จำนวน2เครื่องยนต์ซึ่งให้กำลัง8.8ตัน และ 14.5ตัน เมื่อเปิดสันดาปท้าย และมีอายุการใช้งาน6000ชั่วโมง แต่หลังจากนั้นจะใช้เครื่องยนต์ NPO Saturn"products 30" ซึ่งจะมีแรงขีบสูงสุดประมาณ 19ตันเมื่อเปิดสันดาปท้าย ในปี2023-2025 ซึ่งมีอายุการใช้งาน4000ชั่วโมง และ ท่อไอพ่นแบบ LOAN(Low-Observable Asymmetric Nozzle)แบบเดียวกับบนF-35 โดยทั้งคู่นั้นมีfull authority digital engine control (FADEC) และ thrust vector jets 3แกน ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบควบคุมการบินซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยใช้เครื่องบินมีสมรรถนะในการควบคุมมากขึ้น ส่วนระบบควบคุมการบินนั้นจะใช้ digital fly-by-wire flight control เข้ามาช่วยควบคุม โดยจะรับข้อมูลจากนักบินและsensorต่างๆแล้วประมวลผลกับคอมพิวเตอร์บนเครื่องและไปควบคุมพื้นผิวบังคับอีกทีโดยจะมีสายfiber opticเป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูล ซึ่งจะไปควบคุมควบคุมอีกที
Sukhoi T-50 Frazor/ Su-57 Felon : ว่าที่เครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดเท่าที่รัสเซียเคยมีในยุคปัจจุบัน (part 2) content media
1
0
337
LLENN_
08 พ.ย. 2562
In Aerospace Technology
An-70 เป็นเครื่องบินขนส่งทางยุทธวิธี ที่มีความสามารถในการใช้ระยะทางนำเครื่องขึ้นและร่อนลงสั้น ( short takeoff and landing /STOL ) โดยจะมาทดแทน An-12และช่วยเบางานIl-76 ที่ประจำการตั้งแต่ยุค 60-70 โดย An-70 จะเป็นเครื่องบินแบบใหม่ ที่ใช้เครื่องยนต์ Propfan มีขนาดกลาง แต่มีลำตัวที่กว้าง และต้องขึ้นลงได้ในระยะทางสั้น(STOL) An-70นั้นสามารถบรรทุกของได้มากสุด 47ตันได้ไกลถึง 3,000 กิโลเมตร โดยสามารถบรรทุกของหนัก20ตันไปได้ไกลถึง 6,600 กิโลเมตร และบรรทุกของหนัก35ตันไปได้ไกลถึง 5,000 กิโลเมตร ที่ความเร็วเดินทาง 750 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บรรทุกทหารได้300คน นอกจากนี้ยังทิ้งคน, ยานพาหนะและสิ่งของระหว่างบินได้ และยังบินขึ้นลงในระยะสั้นจากพื้นผิวที่ไม่ได้ปรับปรุงได้ในระยะทางวิ่งเพียง700เมตร นอกจากนี้ยังประหยัดเชื้อเพลิงได้20-30%ในความเร็วเดินทางเมื่อเทียบกับเครื่องบินเจ็ท ระบบควบคุมการบินของAn-70นั้นเป็น four-channel digital fly-by-wire systemโดยได้กำลังในการควบคุมพื้นผิวจากระบบ hydraulic และcockpit นั้นได้ใช้MFD (multifunction display ) 6จอ และยังมี HUD (head-up display) อีกด้วย นอกจากนี้เครื่องบินยังมี APU(Auxiliary Power Unit) ที่ช่วยให้เครื่องไม่จำเป็นต้องติดตลอดเวลาและพึ่งพาแบตเตอรี่ เพื่อใช้ระบบไฟฟ้าและระบบควบคุมต่างๆ การโดนเทครั้งแรกของAn-70 ทั้งหมดนี้ทำให้เข้าตาพวกเยอรมันและฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เพราะ ตรงกับแนวคิดของโครงการ Future Large Aircraft (FLA)ของยุโรปที่เกินขึ้นในยุค90 แม้มันจะไม่เป็นมาตรฐานตะวันตกก็ตามและทางเยอรมันต้องการพัฒนาความสำพันธ์ทางการเมืองกับพวกยุโรปตะวันออกโดยการช่วยเหลือทางด้านอุตสาหกรรม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เลือกเพราะ A400M ที่สร้างโดยAirbusกลับชนะไป แม้An-70จะดีกว่าและถูกกว่าจากการประเมินของเยอรมัน การโดนเทครั้งที่2ของAn-70 แม้ทางยุโรปจะเทไปแล้ว แต่ทางรัสเซียก็เข้ามาให้ความสนใจโดยในปี2003นั้น โครงการAn-70ต้องการเงิน 86ล้านดอลลาร์ โดยรัสเซียจะเป็นคนออกให้61ล้านและยูเครนจะออก25ล้าน แต่รัสเซียกลับออกเพียง38ล้านในปี2003ส่วนยูเครนออก20ล้านในปี2004และอีก5ล้านในปี2005 และต้องการเงินอีก138ล้านดอลในปี2011เพื่อบินทดสอบ โดยเมื่อAn-70เข้าสายการผลิตแล้ว สายการผลิตจะอยู่ที่Aviant plant ที่KievและAviastar-SPที่Ulyanovsk ต่อมาในปี2012ทางรัสเซียได้ต้องการAn-70จำนวน60ลำภายในปี2020 แต่เนื่องจากยูเครนกับรัสเซียได้มีปัญหาวิกฤตไครเมียในปี2014 สุดท้ายแล้ว รัสเซียได้ยกเลิกให้ความร่วมมือในการสร้างAn-70ในปี2015 source: 1. https://www.airforce-technology.com/projects/fla/ 2.https://www.globalsecurity.org/military/world/russia/an-70.htm 3.https://www.flightglobal.com/news/articles/amc-rebuffs-an-70-as-basis-of-future-large-aircraft-37564/ 4.https://web.archive.org/web/20181116085123/https://www.highbeam.com/doc/1G1-20591133.html
Antonov An-70 : ของดีที่โดนเท content media
0
0
228
LLENN_
14 ก.ย. 2562
In Aerospace Technology
#saab #draken #flygvapnet #sweden ในช่วงปลายยุค 1940 สวีเดนผู้เป็นหนึ่งในหน้าด่านของโลกเสรีได้ต้องการเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นสำหรับกองทัพอากาศของตนเอง โดยมันต้องบินได้เร็วถึง Mach 1.5 เพื่อรองรับเครื่องบินทิ้งระเบิดที่บินในย่านความเร็ว high subsonic ของโซเวียต โดยทั้งหมดนี้ SAAB ได้รับงานไปในปี 1949 การพัฒนา โดยสเปคที่ทางกองทัพกำหนดเป็นดังนี้ ความเร็ว Mach 1.5 ต้องมีปืนใหญ่อากาศ, สามารถใช้อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศและจรวดไม่นำวิถีได้ สามารถใช้งานบนถนนสาธณะที่เสริงแรงยาว 3000 เมตร กว้าง 13 เมตร ได้ สามารถเติมเชื้อเพลิงและเติมอาวุธได้ ภายใน10นาที โดยไม่ต้องการการฝึกที่มากเกินไป ต้องใช้คนให้น้อยที่สุดในการซ่อมและบำรุงรักษา ต้องมีความคล่องตัวที่สูง และอัตราการไต่ที่ดีเยี่ยม ต้องนำเครื่องขึ้นลงบนทางวิ่งที่ J29 ใช้ได้ ต้องรบทุกกาลอากาศได้ นอกจากนี้ มันยังต้องมีสมรรถนะเทียบเคียงกับ Lockheed F-104 Starfighter ของอเมริกา และต้องทดแทน SAAB J 29 Tunnan และ SAAB J 32B Lansen ที่ประจำการอยู่ได้อีกด้วย โดยในช่วงเริ่มแรกนั้นSAABได้เริ่มจากการนำ SAAB J32 Lansen มาเพิ่มกำลังเครื่องยนต์และได้แบ่งแบบร่างไว้อย่างน้อย2แบบ Project 1220 (1949) เป็นแบบร่างที่เอา J32 มาดัดแปลงให้สามารถบินเหนือเสียงได้โดยมีความเร็วสูงสุด Mach 1.35 และไต่ความสูง15000เมตรภายใน4นาที10วินาที Project 1250 (เมษายน1951) เป็นแบบร่างที่ใช้แนวคิด double delta wing มาใช้ แต่ท้ายสุดแล้วทีมวิศวะกรของSAABที่นำโดย Erik Bratt ก็แก้ปัญหาโดยการนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่าง delta wing มาใช้ แต่ก็เจอปัญหาทางเทคนิคอยู่ดีเช่น center of gravity (CG)ได้เยื้องไปด้านหลังมากเกินไปแต่สามารถแก้ปัญหาได้โดยลู่ปีกให้ต่างกันในแต่ละช่วงของปีกและแบ่งเป็น2ช่วง เรียกว่า double delta wing ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ปีกเบาและแข็งแรงกว่าปีกลู่หรือปีกตรงเลยทำให้เครื่องบิน บินได้ถึง Mach 2 หรือสูงกว่านั้นได้ และ ยังมีสมรรถนะรบพันตูได้อย่างดีเพราะเลี้ยวแบบฉับพลันได้ดีมากแต่ทำให้สูญเสียพลังงานเยอะและนอกจากนี้มันยังทำท่า Cobra ได้อีกด้วย เนื่องจาก SAAB 35นั้นใช้ปีกแบบ double delta wing ซึ่งไม่มีเครื่องบินขับไล่ที่ไหนในยุคนั้นใช้ เพื่อพิสูจน์แนวคิด SAABจึงได้สร้างต้นแบบเพื่อทดสอบโดยมีขนาดย่อส่วนเหลือ70%จากขนาดจริงและมีความเร็วต่ำกว่าเสียงชื่อ SAAB 210 LillDraken โดยเป็นเครื่องบินที่มีปีกแบบ full-delta เพราะก่อนหน้านั้นได้ทดสอบในอุโมงค์ลมแล้วว่า ถ้ามีหางจะทำให้เครื่องบินไม่เสถียน และทั้งหมดนี้ ทำให้คนของกองทัพอากาศรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากจนมีนายพลคนหนึ่งได้กล่าวว่า “ นี่มันอะไรกัน,เครื่องบินต้องมีหางสิ ให้ตายเถอะ ” แต่เมื่อมันบินขึ้นครั้งแรกในวันที่ 21 มกราคม 1952โดยนักบินทดสอบ Bengt R. Olow หลังจากบินทดสอบไปประมาณ 1000 เที่ยวบินจนได้ได้ทดสอบจนเป็นผลที่น่าพอใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว รัฐบาลสวีเดนจึงได้สั่งสร้างต้นแบบขนาดเท่าจริง 3ลำ และเครื่องก่อนสายการผลิต 3ลำ โดยได้เลือกเครื่องยนต์ Rolls-Royce Avon 200 Turbojet แต่ผลิตภายใต้ลิขสิทธ์โดย Svenska Flygmotor โดยต้นแบบลำแรกนั้นใช้เครื่องยนต์ Svenska Flygmotor RM5A (Rolls-Royce Avon Mk.21) ซึ่งไม่มีสันดาปท้ายและได้บินขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 1955 ต่อมาได้เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น Avon Mk.43 ที่มีกำลังมากขึ้น จึงทำให้บินทะลุกำแพงเสียงที่ระดับการบินในวันที่ 26 มกราคม 1956 ต้นแบบลำที่ 2 ได้บินขึ้นในเดือน มีนาคม 1956 โดย ได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ Avon Mk.46 ที่มีสันดาปท้าย และ ต้นแบบลำที่3ได้บินในเดือน กันยายน 1956 ทั้ง3ลำถูกทดสอบอย่างเต็มที่ โดยจุดจบลำแรกคือเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่น่าเสียดายที่ลำที่2ถูกทำลายจากไฟไหม้ในปี1965 และลำที่3ถูกส่งไปโรงเรียนเทคนิคเพื่อทดสอบความเครียดและความล้า SAAB 35 ถูกส่งเข้าสายการผลิตอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปี 1956 โดยเป็นรุ่น J 35A ซึ่งเป็นรุ่นขับไล่ แต่ในปีนั้นเอง ความต้องการของกองทัพได้เพิ่มขึ้น โดยเครื่องบินต้องบินในคามเร็วไม่ต่ำกว่า Mach 1.8 ดังนั้นต้นแบบ J 35A 2ลำแรกได้บินขึ้นในปี 1958 และใช้ Avon Mk.48A ที่แรงขับมากขึ้น แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น RM6B ที่สวีเดนผลิตเอง ซึ่งจากต้นแบบทั้งหมด5ลำ ต้นแบบลำที่2และลำที่4 ได้เปลี่ยนไปใช้ RM6B เช่นกัน จากความสำเร็จของต้นแบบ J 35Aจึงได้ผลิตเต็มรูปแบบและได้ส่งมอบลำแรกให้กองทัพอากาศสวีเดนในเดือน มีนาคม 1960 ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยและติชมได้ใน comment นะครับ Source 1. http://www.globalaircraft.org/planes/saab_35_draken.pl 2. https://en.topwar.ru/157175-shvedskij-drakon-saab-35-draken.html 3. http://www.x-plane.org/home/urf/aviation/text/35draken.htm#prototypes 4. http://www.avrosys.nu/aircraft/Jakt/122j35/122J35.htm 5. https://www.secretprojects.co.uk/threads/saab-fighter-attack-projects.683/page-2 6. http://www.airvectors.net/avj35.html
SAAB 35 Draken : มังกรผู้พิทักษ์น่านฟ้าของชาวไวกิ้ง  content media
0
0
215
LLENN_
11 ก.ย. 2562
In Aerospace Technology
ในปี1979 (ก่อนโครงการ RFI ซึ่งเป็นโครงการเครื่องบินยุคที่5ของเมกา 2ปี)สหภาพโซเวียตต้องการเครื่องบินขับไล่ยุคถัดไปที่พร้อมประจำการในยุค 90 ภายใต้โครงการชื่อว่า “I-90” โดยต้องโจมตีภาคพื้นได้และต้องมาทดแทน MiG-29 และ Su-27 ในแนวหน้ายุทธวิธีทางอากาศ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “MFI” (Multifunctional Frontline Fighter=เครื่องบินขับไล่แนวหน้าหลายบทบาท) โดยทาง MiG ได้ทำโครงการ MiG 1.44 ในยุค80 ยังไงก็ตาม Sukhoi ได้ทำโครงการขึ้นมาเองในปี1983โดยได้สร้าง S-37(Su-47) โชคร้ายที่สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายลงในวันคริสตมาสปี 1991 จึงทำให้โครงการ MiG1.44 ล่าช้าจนเครื่องต้นแบบได้บินครั้งแรกในปี 2000 ช้ากว่ากำหนดถึง9ปี แต่สุดท้ายแล้ว MiG1.44 ได้ถูกพับโครงการลงเนื่องจากปัญหาทางการเงินของบริษัท,สเปคที่รองรับภัคคุงคามอย่าง F-22 หรือแม้แต่ Typhoon ไม่ไหว,ปัญหาทางเทคนิค และเพื่อหลีกทางให้โครงการ PAK FA ซึ่ง Sukhoi เป็นผู้ถูกเลือกเหนือMiGให้รับงานนี้ในปี2002 แต่MiGก็ยังจะทำโครงการด้วยตัวเองภายใต้ชื่อ LMFS (Light Multifunctional Frontline Fighter=เครื่องบินขับไล่เบาแนวหน้าหลายบทบาท) ต้นแบบ แบ่งเป็น 2state ถ้าจัดตามการเปลี่ยนแปลงของต้นแบบที่บินได้ในแต่ละลำ 1. T-50-1 : เริ่มสร้างในเดือน ธันวาคม ปี 2007 ขึ้นบินครั้งแรกในวันที่ 29มกราคม2010 เป็นต้นแบบ Su-57ลำแรกของเฟสแรก มีหมายเลขประจำเครื่องคือ051 2. T-50-2 : เริ่มสร้างในฤดูร้อนหรือฤดูใบไม้ร่วงปี2009ต่อมาในฤดูใบไม้ร่วงปี 2010ได้ทดสอบบนพื้น และในวันที่3มีนาคมปี2011 เป็นต้นแบบSu-57ลำที่2ของเฟสแรกและบินเหนือเสียงครั้งแรกวันที่24มีนาคม และเป็นต้นแบบลำแรกที่ได้ทดสอบบินกับเครื่องยนต์ izdeliye 30 ซึ่งได้บินครั้งแรกกับเครื่องยนต์ตัวนี้ในวันที่ 5ธันวาคม2017แต่ปัจจุบันT-50-2ไม่ได้ทดสอบกับเครื่องยนต์ตัวดังกล่าวแล้ว มีหมายเลขประจำเครื่องคือ052 3.T-50-3: เริ่มสร้างในปี2009-2010 บินขึ้นครั้งแรก22พฤศจิกายน2011 เป็นลำแรกที่ได้ติดตั้งเรดาร์active phased-array radar( AESA RADAR)และได้บินทดสอบพร้อมกับเรดาร์ในวันที่8สิงหาคม2012 นอกจากนี้ ยังคาดว่าเป็นเครื่องบินที่ใช้ทดสอบระบบบางอย่างบนS-70 Okhotnik-B UCAVเป็นต้นแบบSu-57ลำที่3ของเฟสแรก มีหมายเลขประจำเครื่องคือ053 4.T-50-4 : เริ่มสร้างในปี2009-2010กำหนดการบินขึ้นครั้งแรกคือก่อนจบปี2011แต่ได้บินขึ้นครั้งแรกในวันที่12ธันวาคม2012 เป็นต้นแบบลำแรกที่ได้avionicsครบถ้วนตั้งแต่ออกจากโรงงาน เป็นต้นแบบSu-57ลำที่4ของเฟสแรกมีหมายเลขประจำเครื่องคือ054 5. T-50-5 /T-50-5R: กำหนดการบินขึ้นครั้งแรกคือปี2012แต่ได้บินขึ้นครั้งแรกในวันที่27ตุลาคม2013 เป็นต้นแบบSu-57ลำที่5ของเฟสแรกมีหมายเลขประจำเครื่องคือ055 แต่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการเกิดไฟไหม้เครื่องยนต์ระหว่างนำเครื่องลงจอดในวันที่10มิถุนายน2014 แต่เนื่องด้วยT-50-5เสียหายอย่างหนักแต่ยังซ่อมได้ ดังนั้นมันจึงถูกนำไปซ่อมโดยใช้ชิ้นส่วนT-50-6และเปลี่ยนชื่อเป็นT-50-5Rและบินขึ้นครั้งแรกในวันที่16ตุลาคม2015 แต่ก็เป็นเหตุผลให้T-50-6แท้งไป 6.T-50-6-2 : กำหนดการบินขึ้นครั้งแรกคือปี2015แต่ได้บินขึ้นครั้งแรกในวันที่27เมษายน2016 เป็นต้นแบบSu-57ลำแรกของเฟส2มีหมายเลขประจำเครื่องคือ056 ออกแบบเพื่อรองรับเครื่องยนต์ izdeliye 30 นอกจากนั้นแล้วยังมีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น ระยะปลายปีกมากขึ้น และใช้วัสดุผสม (composite materials) มากขึ้นอีกด้วย หางถูกยืดออกเพื่อรองรับ Electronic warfare complex ,ฝาครอบเครื่องยนต์ได้ถูกออกแบบใหม่, airbleed doorsและเหงือกถูกออกแบบใหม่หมดเพื่อลดการสะท้อนเรดาร์ 7.T-50-8 : กำหนดการบินขึ้นครั้งแรกคือปี2015แต่ได้บินขึ้นครั้งแรกในวันที่17ตุลาคม2016 เป็นต้นแบบSu-57ลำที่2ของเฟส2 โครงสร้างแบบเดียวกับT-50-6-2 มีหมายเลขประจำเครื่องคือ058 8.T-50-9 : บินขึ้นครั้งแรกในวันที่24เมษายน2017เป็นต้นแบบSu-57ลำที่3ของเฟส2 เป็นลำที่ทดสอบระบบavionicsแบบที่จะใช้ในสายการผลิต นอกจากนี้ เครื่องบินลำนี้ยังเคยประจำการที่ Khmeimim Air Base ที่ Latakiaประเทศซีเรียในวันที่21กุมภาพัน2018 เป็นเวลา2วันคู่กับT-50-11คาดว่าอาจจะเป็น1ใน2ลำที่ปล่อยKh-59MK2จากช่องปล่อยอาวุธภายในลำตัวในซีเรีย 9.T-50-11 : บินขึ้นครั้งแรกในวันที่6สิงหาคม2017 เป็นลำที่ออกแบบโครงสร้างสำหรับเข้าสายการผลิตและเป็นต้นแบบSu-57ลำที่5ของเฟส2 เครื่องบินลำนี้ยังเคยประจำการที่ Khmeimim Air Base ที่ Latakiaประเทศซีเรียในวันที่21กุมภาพัน2018 เป็นเวลา2วันคู่กับT-50-11คาดว่าอาจจะเป็น1ใน2ลำที่ปล่อยKh-59MK2จากช่องปล่อยอาวุธภายในลำตัวในซีเรีย 10.T-50-10 : บินขึ้นครั้งแรกในวันที่23ธันวาคม2017 เป็นต้นแบบลำล่าสุด และ เป็นต้นแบบSu-57ลำที่4ของเฟส2 หากผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยในที่นี้และทักติงได้ในcommentนะครับ #su57 #prototype #russia #stealth Source 1. http://militaryrussia.ru/blog/topic-254.html 2. http://www.knaapo.ru/press-centre/gallery/22/ 3. https://theaviationist.com/2019/08/07/video-russias-new-su-70-okhotnik-b-or-hunter-b-drone-makes-first-flight/ 4. https://www.reddit.com/r/aviation/comments/5b9i69/t505r_shot_from_an12_ramp_making_a_banking_turn/ 5. https://www.reddit.com/r/WarplanePorn/comments/67omyr/pak_fa_aka_t50_058_25042017_1280894/ 6. https://www.thedrive.com/the-war-zone/21105/russia-shows-its-su-57-fighter-launching-a-new-cruise-missile-from-its-weapons-bay 7. https://www.thedrive.com/the-war-zone/18927/russia-admits-su-57s-were-in-syria-but-claims-they-left-after-just-two-days 8. https://web.archive.org/web/20170811225754/https://ria.ru/defense_safety/20170808/1500000200.html 9.Gordon, Yefim (2002). "Sukhoi S-37 and Mikoyan MFI: Russian Fifth-Generation Fighter Technology Demonstrators". Warbird Tech. 1. Hinckley, UK: Midland Publishing. ISBN 1-85780-120-2. 10. http://www.ato.ru/content/migs-fifth-generation-fighter-builds-new-momentum?sess_=84553c372fffdffd0c0a107a50c04d85 11. https://www.businessinsider.com/nato-gave-russias-su-57-stealth-fighter-the-codename-felon-2019-11
Sukhoi T-50 Frazor/ Su-57 Felon : ว่าที่เครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดเท่าที่รัสเซียเคยมีในยุคปัจจุบัน (part 1) content media
1
3
567

LLENN_

ขั้นตอนดำเนินการอื่นๆ