กระทู้ในฟอรัม

ปฏิภาณ นิกูลกาญจน์
28 ก.พ. 2562
In Land System Technology
#JGSDF #IFV ยานเกราะสายพานแบบ Type 89 AFV แห่งกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น นั้นถูกใช้ในภารกิจสำหรับเป็นยานเกราะรบสำหรับหน่วยทหารราบหรือที่เรียกว่า IFV : Infantry Fighting Vehicle Type 89 ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 1980 ช่วงเริ่มต้นมีการสร้างต้นแบบขึ้นมาทั้งหมดจำนวน 4 คันเมื่อปี 1984 และเข้าทำการทดสอบจนถึงปี 1986 และเข้าประประจำการในปี 1989 โดยกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นนั้นมีความต้องการ Type 89 เข้าประจำการจำนวนมากถึง 300 คัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้ข้อตกลงในการสร้างและผลิต Type 89 ให้กับกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นโดย บริษัท Mitsubishi Heavy Industries ซึ่งจะทำงานร่วมกับบริษัท Komatsu Limited. ตัวถังของ Type 89 นั้นทำมาจากเหล็กเชื่อมไม่ได้มีการหล่อขึ้นรูปแต่อย่างใด ตัวรถขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล Mitsubishi 6SY31WA แบบ 6 ลูกสูบระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังเครื่องยนต์ 600 แรงม้า และเครื่องยนต์นี้จะถูกวางอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของตัวรถ พร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติเพื่อลดภาระให้กับพลขับของยานเกราะ ด้านระบบสายพานนั้นประกอบด้วยระบบรับแรงกระแทกแบบ Torsion Bar ที่ทำออกมาให้มีความสามารถในการซึมซับแรงกระแทกเป็นอย่างดี แต่ละด้านมีล้อกดสายพานข้างละ 6 ล้อเพื่อเสถียรภาพในการขับเคลื่อนที่ดีกว่า ยานเกราะลำเลียงพลแบบ Type 60 และ Type 73 ที่เข้าประจำการมาก่อนหน้านี้ที่มีล้อกดสายพานเพียงด้านละ 5 ล้อเท่านั้น ซึ่งข้อเสียที่ Type 89 ได้พัฒนาขึ้นมาจากพื้นฐานของยานเกราะหลายๆรุ่นๆของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นในอดีตที่มักจะมีอาการสายพานหลุดออกจากล้อกดสายพายได้ง่ายเมื่อทำการเลี้ยวด้วยความเร็วที่สูง หรือเมื่อทำการเลี้ยวบนสภาพภูมิประเทศพื้นที่ไม่ค่อยจะเรียบและราบ ที่ตัวถังของ Type 89 นั้นได้มีการออกแบบให้มีช่องยิงสำหรับกำลังพลที่อยู่ด้านใน หรือที่เรียกว่า Firing Port เพื่อให้กำลังพลด้านในสามารถนำปืนเล็กยิงออกมาจากด้านในได้ในกรณีที่ระบบปืนหลักของยานเกราะไม่สามารถทำการยิงได้ หรือสามารถทำการรบภายในเมืองได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องออกมายิงนอกตัวรถ ซึ่ง Type 89 นั้นมีช่อง Firing Port อยู่ที่ตัวถังด้านละ 3 ช่องและบริเวณประตูด้านหลัง 1 ช่อง รวมแล้ว 7 ช่อง ซึ่งทำให้ออกมาพอดีกับกำลังพลที่ Type 89 สามารถบรรทุกไปได้ก็คือ 3+7 คน โดยในที่นี้คือ เป็นกำลังพลประจำรถจำนวน 3 คนและหน่วยทหารราบหรือหน่วยกำลังพลที่บรรทุกไปด้วยได้อีก 7 คน บริเวณตรงกลางตัวรถนั้น Type 89 ติดตั้งป้อมปืนขนาด 35 มิลลิเมตรแบบ Oerlikon KDA หรือปืนใหญ่กลต่อสู้อากาศยานแบบ GDF ที่ปกติจะเป็นแบบ 2 ลำกล้อง แต่ใน Type 89 จะใช้เพียง 1 ลำกล้อง โดยตัวป้อมนั้นจะใช้กำลังพล 2 คนในการปฏิบัติการด้วยป้อมปืนดังกล่าว และปืนกลรองแบบ Type 74 ขนาด 7.62 มิลลิเมตรเป็นปืนกลร่วมแกน นอกจานี้ยังติดตั้งอาวุธหนักไปด้วยก็คืออาวุธนำวิธีต่อสู้รถถังแบบ Type 79 Jyu-MAT จำนวน 2 นัดซึ่งแต่ละนัดนั้นจะแยกกันติดตั้งที่ด้านซ้ายและขวาของตัวป้อมปืน ตัวอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถถังแบบ Jyu-MAT นั้นนำวิถีด้วยเส้นลวด (Wired SACLOS) เช่นเดียวกับ TOW ของอเมริกา สถานการณ์ในปัจจุบัน จากเดิมที่มีความต้องการ Type 89 AFV/IFV เข้าประจำการในหน่วยยานเกราะทหารราบของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น ประมาณ 300 คัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบันกลับนำเข้าประจำการได้เพียง 68 คันเท่านั้น โดยมีการจัดหา Type 89 ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2004 เป็นจำนวนเพียง 1 คันเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าตัวรุ่น AFV/IFV อย่าง Type 89 นั้นจะไม่ได้จัดหาเข้าประจำการเพิ่มแล้ว แต่ก็ยังคงส่งมอบรูปแบบของตัวรถหรือแคร่รถนั้นไปใช้ติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 155L52 จนกลายเป็นปืนใหญ่อัตราจรแบบ Type 99 ที่กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นสั่งจัดหาเข้าประจำการอยู่จนถึงปัจจุบันแทน โดยในอนาคตนั้นทางกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นนั้นได้มีการวางแผนที่จะทำการวิจัยและพัฒนายานเกราะแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพและความยืดหยุนในภารกิจสูงกว่า Type 89 เข้ามาประจำการแทนที่ ซึ่งก็ยังคงไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนออกมาเท่าใดนัก เนื่องจากการการออกแบบยายเกราะสายพานใหม่นี้เข้ามาทำหน้าที่ที่มีความหลากหลายกว่าเดิม รวมไปถึงต้องมีความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกับยานเกราะสายพานสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกอย่าง AAV-7 ที่เข้าประจำไปก่อนหน้านี้แล้วได้ด้วย ซึ่งที่มีการกำหนดดเช่นนี้ก็เพื่อให้กองกำลังป้องกันตนเองทางบกนั้นสามารถปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลในการไปปฏิบัติการยกพลขึ้นยังเกาะต่างๆที่เป็นอาณาเขตและดินแดนของญี่ปุ่นเพื่อปฏิบัติการต่างๆได้อย่างสะดวกและสมบูรณ์มากขึ้นต่อไป เขียน และเรียบเรียงโดย : แอดป๋อม
Type 89 Armored Fighting Vehicle ยานเกราะสายลุยจากดินแดนอาทิตย์อุทัย  content media
1
1
663
ปฏิภาณ นิกูลกาญจน์
28 ก.พ. 2562
In Land System Technology
#JGSDF #SPH Type 99 ปืนใหญ่อัตราจรขนาด 155 มิลลิเมตร หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่น (99式自走 155 mm 榴弾砲 kyuu-kyuu-shiki-jisou-155mm-ryuudan-hou) ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทน ปืนใหญ่อัตราจรแบบ Type 75 ขนาด 155 มิลลิเมตร ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 1975 ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Type 99 และ Type 75 นั้นคือความยาวของลำกล้องปืน ที่มีความยาวมากขึ้นกว่าเดิม จากเดิมที่มีความยาว 30 คาลิเบอร์ใน Type 75 นั้นมีความยาวเพิ่มขึ้นเป็น 52 คาลิเบอร์ ซึ่งจะทำให้สามารถยิงกระสุนออกไปได้ไกลกว่าเดิม 11 กิโลเมตร จากระยะยิงเพียง 19 กิโลเมตรของ Type 75 เป็น 30 กิโลเมตรสำหรับลูกกระสุนแบบปกติ และระยะยิง 40 กิโลเมตรสำหรับกระสุนต่อระยะ ระบบควบคุมการยิงของ Type 99 นั้นถูกออกแบบและผลิตโดย Mitsubishi Heavy Industries (MHI) และลำกล้องปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร ความยาว 52 คาลิเบอร์นั้นถูกสร้างโดย Japan Steel Works การวิจัย Type 99 นั้นเริ่มต้นในปี 1985 ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการสร้างป้อมปืนและปืนใหญ่ของ Japan Steel Works ทำให้บริษัทนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการและออกแบบป้อมปืนและตัวปืนใหญ่ของ Type 99 อีกครั้ง โดยในขั้นตอนการออกแบบของ Type 99 นั้นใช้งบประมาณในการพัฒนาไปมากถึง 5,000 ล้านเยนในปี 1992 และหลังจากการวิจัยเสร็จสมบูรณ์ Type 99 ระบบแรกถูกส่งมอบให้กับกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นในปี 1999 แคร่รถของ Type 99 นั้น ใช้ตัวแคร่รถจากยานเกราะทหารราบแบบ Type 89 ซึ่งผลิตโดย Mitsubishi Heavy Industries(MHI) แต่มีความแตกต่างจาก Type 89 ตรงที่มีการเพิ่มล้อกดสายพานจาก Type 89 ที่มี 6 ล้อเป็น 7 ล้อ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการเคลื่อนที่ และทำการติดตั้งป้อมปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรลงไป โดย Type 99 นั้นมีระบบอาวุธสำหรับป้องกันตนเองคือ ปืนกลขนาด 12.7 มิลลิเมตรแบบ M2HB ที่ติดตั้งบนหลังคาของป้อมปืนใหญ่พร้อมกับเกราะป้องกันพลปืน นอกจากนี้แคร่รถของ Type 99 นั้นยังมีความสามารถในการป้องกันกระสุนปืนเล็กขนาด 7.62 มิลลิเมตร รวมไปถึงสามารถป้องกันแรงกระแทกและสะเก็ดระเบิดจากกระสุนปืนใหญ่ได้ในระดับนึงด้วยเช่นกัน Type 99 นั้นขับเคลื่อนด้วย เครื่องยนต์ดีเซล Mitsubishi 6SY31WA แบบ 6 ลูกสูบ ให้กำลังเครื่องยนต์ 600 แรงม้า สามารถทำความเร็วได้ที่ 49.6 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระบบช่วงล่างแบบ Torsion Bar มีความสามารถในการปฏิบัติการได้ไกล 300 กิโลเมตร และสามารถทำการเติมกระสุนได้ด้วยรถเติมกระสุนแบบ Type 99 Ammunition Resupply Vehicle การเข้าประจำการ ด้วยความสามารถในระดับสูงของ Type 99 นั้น ทำให้ต้นทุนด้านราคาของ Type 99 จำนวน 1 ระบบนั้นพุ่งสูงถึงระบบละ 960 ล้านเยนต่อระบบ ที่ต้องบอกว่าเป็นระบบเนื่องจากใน 1 ระบบการทำงานของ Type 99 นั้นประกอบด้วย - ปืนใหญ่อัตราจรแบบ Type 99 - รถเติมกระสุนแบบ Type 99 Ammunition Resupply Vehicle ซึ่งด้วยราคาที่สูงเช่นนี้ทำให้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นนั้นสามารถสั่ง Type 99 เข้าประจำการต่อปีได้ในจำนวนที่น้อยมากในแต่ละปี โดยตั้งแต่สั่งเข้าประจำการครั้งแรกในปี 1999 จำนวน 4 ระบบนั้น กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นนั้นก็ได้สั่งซื้อ Type-99 เจ้าประจำการมาทุกปีนับตั้งแต่ปี 199ต จนถึงปี 2018 ที่ผ่านมา โดยสั่งมาเฉลี่ยปีละไม่เกิน 10 ระบบ ทำให้ในปัจจุบันนั้น กองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่นมี Type 99 เข้าประจำการรวมแล้ว 119 ระบบ จากจำนวนที่สั่งไปทั้งหมด 136 ระบบ ในปัจจุบัน Type 99 ยังคงมีประจำการในญี่ปุ่นแต่เพียงประเทศเดียว เนื่องจากยังไม่มีการเสนอขายให้กับประเทศใด และล่าสุดเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมานั้นยังได้มีการเปิดเผยให้เห็นถึงปืนใหญ่อัตราจรรุ่นใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกที่พัฒนามาจาก Type 99 แต่จะเป็นปืนใหญ่อัตราจร”ล้อยาง” แทน แต่ก็ยังไม่ได้มีการเปิดเผยตัวโครงการมากสักเท่าใดนัก สุดท้ายก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าโครงการปืนใหญ่อัตราจรล้อยางขนาด 155 มิลลิเมตรที่พัฒนาต่อจาก Type 99 นั้นจะเป็นเช่นไร ก็คงต้องรอต่อไป เขียน และเรียบเรียงโดย : แอดป๋อม
ปืนใหญ่อัตราจรแบบ type 99 ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น  content media
1
0
616
ปฏิภาณ นิกูลกาญจน์
27 ก.พ. 2562
In Maritime Technology
เนื่องด้วยระยะเวลาที่เข้าประจำการมาอย่างยาวนานของเรือตรวจการณ์ยามฝั่งสหรัฐอเมริกาอย่างเรือชั้น Hamilton Class Cutter ซึ่งดูจะเก่าไปแล้วสำหรับหน่วยงานยามฝั่ง ด้วยอายุอานามของเรือลำแรกที่เข้าประจำการก็ปาเข้าไป 40 กว่าปีเข้าไปนับตั้งปี 1965 ทำให้ทางกองเรือยามฝั่งสหรัฐนั้นต้องการเรือที่ใหม่ ทันสมัยและตอบสนองภารกิจที่มีมากยิ่งขึ้นไปอีก จึงเป็นที่มาของเรือที่เราจะต้องจดจำไปอีกนานว่ามันเป็นสุดยอดเรือยามฝั่งไปตลอดกาลนั่นก็คือเรือ Legend Class Cutter นั่นเอง เรือยามฝั่ง Legend Class Cutter นั้นเป็นเรือตรวจการณ์ที่มีขนาดใหญที่สุดของหน่วยยามฝั่งสหรัฐและมีขนาดความยาวเป็นอันดับสอง รองจากเรือสำรวจเจาะน้ำแข็ง Healy ด้วยความที่เป็นเรือตรวจการณ์ยามฝั่งตระกูล Cutter ที่มีขนาดใหญที่สุดย่อมมีความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่ในเรือลำนี้อย่างแน่นอน เริ่มด้วยการต่อเรือชั้นนี้ด้วยมาตรฐาน military standards ถึง 90 เปอร์เซนต์ แถมยังมีการออกแบบมาเพื่อลดหน้าตัดเรดาห์หรือ Radar Cross Section(RCS) เรียกง่ายๆภาษาเราๆก็ เพื่อให้สเตลธนั่นแหละครับ และนอกจากเรื่องการออกแบบและการต่อแล้วนั้นยังมีระบบต่างๆที่ติดตั้งบนเรืออย่าง - เรดาห์ EADS 3D TRS-16 AN/SPS-75 Air Search Radar ซึ่งเป็นเรดาห์แบบเดียวกันกับที่ติดตั้งบนเรือเทพๆอย่าง Freedom Class LCS, K-130 Braunschweig class Corvette นั่นเองครับ - ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ AN/SLQ-32 - ระบบเป้าลวงแบบ SRBOC และ Nulka Decoy - ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx Block1B และนอกจากนี้เรือลำนี้ยังมีความสามารถในการนำอากาศยานปีนหมุนหรือเฮลิคอปเตอร์รุ่น MH-65C Dolphin MCH ไปได้ถึง 2 ลำหรืออากาศยานไร้คนขับขึ้น-ลงทางดิ่ง VUAV ไปได้มากถึง 4 ลำ หรือจะเอาไปแบบผสมกันก็ได้เช่นกัน สเปคคร่าวๆของเรือ Legend Class Cutter ขับระวาง สูงสุด 4500 ความยาว 127 เมตร ความกว้าง 16 เมตร กินน้ำลึก 6.9 เมตร ความเร็วสูงสุด 28 นอต ระยะปฏิบัติการ 12,000 ไมล์ทะเล จำนวนผู้ปฏิบัติการบนเรือ 113 นายสำหรับภารกิจปกติ และรองรับสูงสุด 148 นายสำหรับภารกิจ ระบบเซ็นเซอร์ เรดาห์ EADS 3D TRS-16 AN/SPS-75 Air Search Radar เรดาห์ควบคุมการยิง SPQ-9B Fire Control Radar เรดาห์ตรวจการณ์ผิวน้ำ AN/SPS-73 Surface Search Radar ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ AN/SLQ-32 ระบบเป้าลวง MK.36 SRBOC , Nulka Decoy ระบบอาวุธ ปืนใหญ่กล MK.110 57 mm Naval Gun ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด Phalanx Block1B ปืนกลหนัก M2HB .50 Caliber ปืนกล M240 Machine Gun เรือชั้นนี้เริ่มเข้าประจำการลำแรกในปี 2008 โดยในปัจจุบันมีเรือเข้าประจำการรวมแล้ว 6 ลำจากตามแผนที่วางไว้ว่าจะต่อเข้าประจำการทั้งหมด 9 ลำ และนี่ก็ถือเป็นประวัติละข้อมูลของสุดยอดเรือตรวจการณ์หน่วยยามฝั่งแห่งสหรัฐอเมริกาอย่างเรือ Legend Class Cutter นั่นเองครับ
Legend Class Cutter หรือ National Security Cutter สุดยอดเรือแห่งหน่วยงานยามฝั่งสหรัฐอเมริกา content media
1
0
319

ปฏิภาณ นิกูลกาญจน์

ขั้นตอนดำเนินการอื่นๆ