กระทู้ในฟอรัม

Mike Lawson
02 ม.ค. 2563
In Aerospace Technology
ความก้าวหน้าสู่อนาคต...เรื่องราวจุดเริ่มต้นของหนึ่งในเครื่องบินสกัดกั้นชื่อดังของโลกจากอดีตสหภาพโซเวียต หนึ่งในเครื่องบินรบที่เร็วที่สุดในโลก..."Mikoyan MiG-31 Foxhound" ในช่วงต้นปี 60s ขณะที่ E-155P รุ่นต้นแบบสำหรับ MiG-25 รุ่นสกัดกั้นกำลังอยู่ในโปรแกรมทดสอบ ทาง Mikoyan ก็ได้พิจารณาเกี่ยวกับรุ่นต่อไปที่จะมาแทนแล้วเรียบร้อย ทางสหภาพโซเวียตนั้นประสบปัญหาด้านการป้องกันทางอากาศในส่วนของตอนเหนือของประเทศมายาวนาน สนามบินที่มีรันเวย์สภาพดีและมีสถานีนำทางที่ใช้งานได้ดีในทางตอนเหนือนั้นมีจำนวนที่น้อยมากและแต่ละที่อยู่ห่างกันค่อนข้างมาก จึงเป็นปัญหาหลักในการส่งเครื่องบินไปป้องกันน่านฟ้าแถบนั้น และเครือข่ายเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศที่มีอยู่ในขณะนั้นก็สามารถตรวจจับเป้าหมายเพดานบินต่ำได้แค่ในระยะที่สั้น ในส่วนของ MiG-25PD, Tu-128 และ Su-15TM ที่ประจำการอยู่ในหน่วยของ PVO ประจำทางตอนเหนือนั้นก็ประสบกับปัญหาด้านขีดจำกัดของพิสัยการบิน ทาง Mikoyan จึงมีแผนที่จะพัฒนา MiG-25P ไปเป็นเครื่องบินสกัดกั้นระยะไกลที่มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนเดี่ยวๆได้และสามารถป้องกันโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวคิดนี้ก็ถูกสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลและผู้บัญชาการของ PVO (PVO = Protivovozdúshnaya oboróna หรือ กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศ) 24 พฤษภาคม 1968 ทางสภารัฐมนตรีได้ออกคำสั่งพัฒนาระบบสกัดกั้นทางอากาศรุ่นใหม่ในรหัส S-155 ซึ่งเป็นหน้าที่ของทาง Mikoyan ที่จะต้องออกแบบและพัฒนารุ่นสกัดกั้น, จู่โจมและลาดตระเวนจากเครื่องบินต้วต้นแบบรหัส E-155M ที่ภายหลังถูกเปลี่ยนเป็น E-155MP ซึ่งตามข้อกำหนดของทางรัฐบาลแล้วเจ้าเครื่องบินสกัดกั้นรุ่นใหม่นี้ต้องมีความเร็วพื้นฐานที่ 3,000 กม/ชม. และสามารถทำลายเป้าหมายหลายๆเป้าหมายได้ภายในการบินเพียงครั้งเดียว ในส่วนของข้อกำหนดเกี่ยวกับเครื่องบินสกัดกั้นรุ่นใหม่จาก PVO นั้นจะมีแต่เพียงแค่การเพิ่มพิสัยการบินและความทนทานซึ่งทางด้านความเร็วและเพดานบินนั้นไม่ได้ต่างไปจาก MiG-25P เลยแม้แต่น้อย ต้องมีพิสัยการสกัดกั้นที่ระยะ 700 กิโลเมตรเมื่อบินที่ความเร็ว 2,500 กม/ชม. และจะถูกเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 กิโลเมตรเมื่อบินที่ความเร็วต่ำกว่าเสียง และหนึ่งในความต้องการหลักก็คือความสามารถในการทำลายขีปนาวุธร่อนเพดานบินต่ำได้ในระยะไกล เหตุผลก็คือขีปนาวุธนั้นอาจใช้หัวรบนิวเคลียร์และมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะระเบิดเมื่อถูกทำลายซึ่งอาจจะทำให้สูบเสียเครื่องบินสกัดกั้นหรือฐานขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานจากระยะหลายกิโลเมตรได้ ด้านการดีไซน์พื้นฐานนั้นถูกออกแบบมาทั้งหมดสามรูปแบบในช่วงต้นซึ่งหลักๆที่แตกต่างกันก็คือในส่วนของปีกและหางเสือ แต่ช่องรับลมหรือตัวเครื่องนั้นแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปจาก MiG-25 เลย หนึ่งในดีไซน์แรกของ E-155MP นั้นใช้ศึกษาเรื่องปีกแบบ variable geometry (VG) หรือแบบปีกพับได้ซึ่งจะค่อนข้างดูเหมือนการรวมกันระหว่าง MiG-23 และ MiG-25 ซึ่งเวอร์ชั่นนึงในห้องนักบินจะเป็นสองที่นั่งเรียงกันส่วนอีกเวอร์ชั่นนึงคือสองที่นั่งคู่กันเหมือนแบบ F-111 ชุดฐานล้อนั้นจะค่อนข้างแปลกตรงที่ใช้ทั้งหมดสี่ล้อเพื่อลดระยะรันเวย์ซึ่งก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นแบบสองล้อในภายหลัง ทางด้านอาวุธนั้นก็ประกอบไปด้วยขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกล K-33 จำนวน 3 หรือ 4 ลูกบรรทุกด้านใต้ตัวเครื่องและขีปนาวุธระยะใกล้บรรทุกด้านใต้ปีก เมื่อพูดถึงดีไซน์แบบปีกพับได้นั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบินแต่ก็ทำให้น้ำหนักมากขึ้นด้วยเช่นกันอีกทั้งยังทำให้โครงสร้างมีความซับซ้อนขึ้นอีกด้วย ต่างจาก MiG-23 ตรงที่ E-155MP หรือ MiG-31 ในอนาคตนี้ไม่ได้เอาไปใช้ในการสู้กับเครื่องบินขับไล่ที่ปีกพับนั้นจะช่วยให้มีความได้เปรียบ จึงส่งผลให้ดีไซน์นี้ถูกตัดทิ้งไป ดีไซน์รหัส izdeliye 518-21 ที่เสนอในปี 1968 นั้นถูกปัดตกไปเนื่องจากอาจมีน้ำหนักที่มากเกินไปและมีเพดานบินกับอัตราการใต่ระดับที่น้อยเกินไป ในปีถัดมาจึงมีการเสนอดีไซน์ izdeliye 518-22 ซึ่งมีปีกแบบธรรมดาและหางเสือแบบ MiG-25 มีที่นั่งแบบเรียงกัน บรรทุกขีปนาวุธ K-22 แบบเป็นคู่เรียงกันและฐานล้อถูกปรับใหม่หมด ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดนี้ถูกนำเอาไปใช้กับโครงการ E-155MP จริงๆในภายหลัง ในส่วนของดีไซน์อื่นๆที่มีนั้นก็ได้แก่ 518-31 ซึ่งไร้ข้อมูลและ 518-55 ที่ส่วนตัวเครื่องด้านหน้าและกลางนั้นเป็นแบบ MiG-31 แต่ส่วนหางหลังนั้นเหมือนกับ MiG-25 แต่มีปีกที่เหมือนกับเครื่องบินขับไล่ MiG-29 นอกจากนี้ยังมี E-158 ที่เป็นดีไซน์ Delta wing แบบไร้หางและ E-155MF รุ่นจู่โจม/ทิ้งระเบิดที่นั่งคู่กันเหมือนกับ Su-24 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรบป้องกันตัวระยะใกล้ E-155MP จึงได้รับการติดตั้งปืนใหญ่อากาศหกลำกล้องขนาด 23 มม. GSh-6-23 พร้อมกระสุน 260 นัดที่มีอัตราการยิงพื้นฐานอยู่ที่ 6,000 นัด/นาทีและสามารถเพิ่มเป็น 8,000 นัด/นาทีได้หากจำเป็น ในท้ายที่สุดตัวต้นแบบ E-155MP จริงๆก็ถูกสร้างมาโดยใช้ดีไซน์แบบ izedeliye 518-22 ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ MiG-25 รุ่นก่อนหน้า โดยสร้างตัวต้นแบบออกมาทั้งหมดสองลำ ถูกทดสอบและพัฒนาไปเรื่อยๆจนเกิดมาเป็น Mikoyan MiG-31 Foxhound ในที่สุด… . . ถ้าหากสงสัยว่าทำไมจึงเรียกว่า "ความก้าวหน้าสู่อนาคต"....ก็เพราะมันจะใช้ยาวไปจนถึง 2030+ เลยนะสิครับ(ฮา) . . Source : Mikoyan MiG-31: Defender of the Homeland https://www.thisdayinaviation.com/tag/mikoyan-e-155mp/ https://military.wikireading.ru/44987 ________________________________________________________________________________________ หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยมา ณ ทีนี้ด้วยนะครับ #mig25 #mig31 #soviet #pvo #mikoyan #mikoyangurevich
Mikoyan E-155MP(MiG-31) : ความก้าวหน้าสู่อนาคตของระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงของโซเวียต content media
0
0
856
Mike Lawson
12 ก.ย. 2562
In Aerospace Technology
เครื่องบินจากสวีเดนในกองทัพอากาศอังกฤษในช่วง 60s นั้นดูเป็นอะไรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าหากไปพูดกับใครในตอนนั้นก็คงอาจจะถูกเยาะเย้ย แต่สุดท้ายจริงๆแล้วอังกฤษเคยให้ความสนใจ Viggen ในจุดๆหนึ่ง ในปี 1965 สถานการณ์ในอังกฤษค่อนข้างตึงเครียดและสุ่มเสี่ยงเนื่องจากโครงการเครื่องบินจู่โจมขั้นสูงอย่าง TSR.2 ถูกยกเลิกไปและจำเป็นที่จะต้องจัดหาเครื่องบินมาทดแทน โครงการสั่งซื้อ F-4K/M Phantom II ทั้งหมดจำนวน 400 ลำเพื่อกองทัพอากาศและกองทัพเรือถูกลดจำนวนเหลือเพียงแค่ 170 ลำเนื่องจากต้นทุนพัฒนาที่สูงเกินไป แทนที่จะสั่งซื้อ F-4 ที่มีอยู่แล้ว แต่ทาง RAF ต้องการที่จะใช้เครื่องยนต์ Rolls-Royce Sprey ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้น แต่ผลสุดท้ายการปรับปรุงนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเกินกว่าที่วางแผนเอาไว้และประสิทธิภาพลดลงด้วยเช่นกัน งบทั้งหมดนั้นไม่สามารถเพิ่มได้และเมื่อประเมินออกมาแล้วแสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายของทั้งหมด 170 ลำนั้นสูงกว่ารุ่นที่มีอยุ่แล้วถึงสามเท่า แผนที่จะพัฒนาเครื่องบินจู่โจมขั้นสูงรุ่นใหม่อย่าง AFVG (Anglo-French-Variable-Geometry) กับฝรั่งเศสนั้นก็ล้มเหลวเช่นกัน ซึ่งก็เป็นผลมาจากการเมืองด้วยการที่อังกฤษจะเป็นผู้นำในการพัฒนาซึ่งก็ไม่แปลกใจที่ทาง Dassault จะไม่ชอบใจและแอบพัฒนาเครื่องบินของตัวเองอย่างลับๆจนเกิดมาเป็น Mirage G จึงทำให้โครงการ AFVG สิ้นสุดลง นอกจากนี้ยังมีคำสั่งซื้อ F-111 จากสหรัฐจำนวน 50 ลำแต่โครงการมีปัญหาในการพัฒนาและค่อนข้างมีความเสี่ยง ทาง RAF ยังคงไม่ล้มเลิกความพยายามในการจัดหาเครื่องบินมาทดแทนและในที่สุดก็หันไปหา Viggen ซึ่งก็ได้ส่งเอกสารสเปคที่ต้องการไปยังสวีเดนแต่ก็แสดงให้เห็นชัดว่ามันไม่เข้ากับ AJ37 ที่เป็นรุ่นต้นแบบที่เพิ่งทำการบินครั้งแรกไปแม้แต่น้อย นอกจากนี้ยังต้องเป็นสองเครื่องยนต์และลูกเรือสองนายและพิสัยการบินที่ต้องการก็ถือว่าสูงมากพอสมควร แต่ด้านอาวุธนั้นไม่มีการระบุมาซึ่งก็อาจสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ SAAB ก็ได้เริ่มโครงการแนวคิด Viggen รุ่นสำหรับ RAF จำนวนสามรุ่นที่เสนอในงานประชุมที่ลอนดอนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 1967 โดยทั้งสามรุ่นที่ออกแบบมาได้แก่ -SAAB 37XE-1 : รุ่นเครื่องยนต์เดี่ยว Rolls-Royce Sprey (RB168-62R) และมีการเพิ่มความจุเชื้อเพลิง ภายนอกไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจาก AJ37 -SAAB 37XE-2 : รุ่นเครื่องยนต์เดี่ยว Bristol Olympus (B.Ol. 22R) ขยายโครงสร้างและเพิ่มความจุเชื้อเพลิง -SAAB 37XE-3 : รุ่นสองเครื่องยนต์ Rolls-Royce/MAN Turbo RB193 ขยายโครงสร้างและเพิ่มความจุเชื้อเพลิง ซึ่งก็มีเพียงแค่ 37XE-3 เท่านั้นที่ตรงต่อความต้องการของอังกฤษ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านความเร็วที่เพดานบินสูง 37XE-2 และ 37XE-3 ช่องรับลมจึงถูกปรับปรุงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 37XE-3 ที่กลายมาเป็นรุ่นที่พิเศษและได้รับชื่อเล่นว่า “Double Barrel” ภายใน Saab. เพื่อเพิ่มพิสัยการบินจึงได้ปรับปรุงให้สามารถบรรทุกถังเชื้อเพลิงเสริมภายนอกได้ 4 จุด 37XE-1 ที่ใช้เครื่องยนต์ RR Sprey นั้นจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเพิ่มเติมและดูเหมือนว่าจะมีประสิทธิภาพที่ด้อยกว่า Viggen ปกติเสียอีก 37XE-2 กับเครื่องยนต์ Olympus ที่ถูกยกเลิกการพัฒนาไปเมื่อโครงการ TSR.2 ถูกยกเลิกและ 37XE-3 ที่จะใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดก็ยังไม่น่าดึงดูดพอที่จะเดิมพันกับมัน มีการพยายามที่จะส่งออกต่อในปี 1968 หลังจากที่อังกฤษยกเลิกคำสั่งซื้อ F-111 จำนวน 50 ลำจากสหรัฐ แต่ก็กำลังพิจารณาที่จะเข้าร่วมกลุ่มพัฒนาอากาศยานนานาชาติที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับเครื่องบินที่จะมาแทน F-104G ซึ่งก็ประกอบไปด้วยเยอรมนีตะวันตก, เบลเยี่ยม, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์และแคนาดาซึ่งสุดท้ายแล้วโครงการนั้นกลายมาเป็น MRCA Tornado อังกฤษได้ส่งความต้องการไปยังสวีเดนอีกรอบ สองรุ่นใหม่ของ Viggen นี้ถูกระบุว่ามีความคล้ายกับ JA37 ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้เมื่อเทียบกับ AJ37 นั้นก็จะมี radome ที่แหลมกว่าและมีการปรับปรุงส่วนอื่นๆที่เพิ่มประสิทธิภาพความเร็วเหนือเสียง ยังคงมีการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบสองเครื่องยนต์จึงได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเครื่องยนต์ Volvo RM8 รุ่นปรับปรุงและ RM8-1 เพื่อเป็นตัวเลือกเสริมสำหรับ 37XE นอกจากนี้ก็ยังมีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจเช่นแนวคิดการใช้เครื่องยนต์ Bristol Pegasus แบบเดียวกับที่ใช้ใน Harrier บนแบบแปลนเครื่องยนต์ที่ใช้รหัสว่า B.P.30R นั้นก็ค่อนข้างน่าสนใจเช่นเดียวกันเนื่องจากมีพละกำลังที่มากกว่า RM8 กินเชื้อเพลิงน้อยกว่าและมีน้ำหนักเบากว่าและมันถูกออกแบบมาเพื่อ Viggen โดยเฉพาะจึงสามารถใข้เครื่องยนต์นี้ได้โดยไม่ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างอะไรมากนัก งบประมาณที่จะใช้เบื้องต้นนั้นอยู่ที่ 80 ล้านโครนสวีเดน(8.2 ล้านดอลลาร์)สำหรับการพัฒนารุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ RM8-1 และเพิ่มอีก 40 ล้านโครนสวีเดน(4.1 ล้านดอลลาร์)สำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ B.P.30R แต่สุดท้ายแล้วก่อนที่ทาง SAAB จะเสนอ Viggen รุ่นใหม่นี้ไปให้ ทางอังกฤษก็ได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ MRCA ไปเสียก่อนเป็นผลให้โครงการ Viggen เหล่านั้นหยุดลงและยกเลิกไปในที่สุด... . . Source : http://www.flyghistoria.org/images/publications/FR/_37-bok.pdf https://forums.eagle.ru/showthread.php?t=199305 ________________________________________________________________________________________ หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับ #Sweden #SAAB #Viggen #RAF
ครั้งหนึ่งเมื่ออังกฤษเคยให้ความสนใจ SAAB 37 Viggen จากสวีเดน content media
0
0
356
Mike Lawson
09 มี.ค. 2562
In Aerospace Technology
Martin/General Dynamics RB-57E Patricia Lynn Project ข่าวกรองทางอากาศที่สำคัญในสงครามเวียดนามกว่า 80% มาจาก Martin B-57E Patricia Lynn เพียงแค่ 6 ลำ -John Harris แม้ว่าจะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดและไม่เคยใช้งานก่อนหน้านี้โดยกองทัพอากาศสหรัฐในพื้นที่การรบ, B-57 ลำแรกที่ถูกส่งไปยังเวียดนามใต้นั้นไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รบและมีความจำเป็นที่ต้องการการลาดตระเวนเพิ่มเติมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการปฏิบัติงานตอนกลางคืนนำไปสู่การประจำการ RB-57E จำนวนสองลำเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1963 กองทัพอากาศสหรัฐได้ให้ General Dynamics ในการปรับปรุง B-57E Canberra จำนวน 2 ลำ (55-4243 กับ 55-4245) ไปเป็นเครื่องบินลาดตระเวนทางยุทธศาสตร์เพดานบินสูงทุกสภาพอากาศ ภายใต้โครงการ Patricia Lynn เครื่องบินเหล่านี้สามารถถ่ายภาพอินฟราเรดได้ด้วยกล้อง Reconofax VI GD ได้รับเลือกให้ปรับปรุง B-57E เนื่องจากมีประสบการณ์ในการปรับปรุง Cabberra ในโครงการ RB-57D และ RB-57F และเปลี่ยน B-57 ให้เป็นเครื่องบินลาดตระเวนเพดานบินสูง ส่วนหัวเครื่องของ B-57E ถูกปรับปรุงให้สามารถใส่กล้องแนวทแยง KA-1 ขนาด 36 นิ้วและกล้องพาโนรามาต่ำ KA-56 ที่ใช้โดย Lockheed U-2 ส่วนกล้องแนวดิ่ง KA-1, กล้องแนวดิ่งกลางวัน-กลางคืน K-477, สแกนเนอร์แบบอินฟราเรดและกล้องแนวทแยงด้านซ้าย KA-1 และถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น RB-57E ภารกิจแรกขึ้นบินเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1963 โดยฝูงบินแพทริเซียร์ ลินน์ปฏิบัติการจากฐานทัพอากาศเตินเซินเญิ้ต(Tan Son Nhut AB) หน่วยแยกนี้จะบินในภารกิจลาดตระเวนเวลากลางคืนเพื่อค้นหาค่ายทหารของเวียดกง, โรงงานอาวุธขนาดเล็ก คลังอาวุธและพื้นที่ฝึกซ้อม ภาพถ่ายตอนกลางคืนเผยให้เห็นค่ายทหารและพื้นที่ฝึกซ้อมของพวกเวียดกง โรงงานขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่และคลังอาวุธที่ RF-101 Voodoo นั้นบินผ่านในเวลากลางวันและไม่สามารถค้นหาได้จากอากาศ RF-101 ที่มีอยู่ในปี 1963 นั้นทำได้เพียงแค่ถ่ายภาพในระยะไม่กี่กิโลเมตร(และจำเป็นที่จะต้องบินต่ำมาก)ต่อเที่ยวบินด้วยกล่องที่ติดตั้งอยู่ ในขณะที่ RB-57E นั้นสามารถถ่ายภาพชายแดนทั้งหมดกับกัมพูชาใน 2 เที่ยวบินครึ่งที่ความสูง 16,000 ถึง 17,000 ฟุตซึ่งได้ผลที่ดีกว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลูกเรือแพทริเซียร์ ลินน์ก็ได้ปฏิบัติภารกิจทั้งกลางวันและกลางคืนเหนือเวียดนามใต้, ลาว, กัมพูชาและพื้นที่ของเวียดนามเหนือจนถึงปี 1971 ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องบินทางยุทธวิธีท้ายๆของสหรัฐที่ถูกนำออกจากเวียดนามใต้ RB-57E นั้นได้รับรหัสเรียกว่า “Moonglow” บางภารกิจก็ถูกให้บินต่ำเหนือเป้าหมายเดียวและบ้างก็ประกอบด้วยเป้าหมายเฉพาะ 4-6 เป้าหมาย ในตอนกลางคืน RB-57E นั้นได้บินที่คลองและแม่น้ำในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงและทางตอนใต้ของเวียดนามใต้ ทำให้เรือพายถูกพบได้ง่ายด้วย IR “แบบเรียลไทม์” หากนักบินทำการบินเหนือคลองซึ่งเป็นเรื่องที่ยากในความมืด สหรัฐเริ่มปฏิบัติการ Steel Tiger เหนือลาวและเขตปลอดทหารเมื่อวันที่ 3 เมษายน 1965 เพื่อค้นหาและทำลายกองกำลังศัตรูและอุปกรณ์ต่างๆที่ถูกเคลื่อนย้ายไปทางใต้ในตอนกลางคืนสู่เวียดนามใต้และบินลาดตระเวนประเมินความเสียหายจากการทิ้งระเบิดเหนือเป้าหมายที่ถูกโจมตีในสงครามลับ เที่ยวบินเหล่านั้นร่วมกับเครื่องบินทิ้งระเบิด B-57B ปฏิบัติการจากฐานทัพอากาศเบียนฮวนและ C-130 Hercules flare ship และในช่วงปี 1964/65 ก็มีเครื่องบินอีก 3 ลำถูกปรับปรุงทำให้จำนวนทั้งหมดในขณะนั้นมี 5 ลำ RB-57E สองลำสูญเสียไปในปฏิบัติการรบ ลำแรก S/N 55-4243 สูญเสียเนื่องจากตัวเครื่องติดไฟจากการถูกยิงจากอาวุธขนาดเล็กขณะบินลาดตระเวนเพดานบินต่ำในเดือนสิงหาคม 1965 ลูกเรือดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยเมื่อใกล้ถึงฐานทัพอากาศเตินเซินเญิ้ต ลำที่สอง S/N 55-4264 สูญเสียเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1968 หลังจากเครื่องยนต์ติดไฟโดยการยิงจากภาคพื้นดินบังคับให้ลูกเรือต้องดีดตัวออก เครื่องบินแพทริเซีย ลินน์ลำที่หก (55-4257) เข้าร่วมทีมในปี 1968 เพื่อทดแทนจากที่สูญเสียไปในการรบ เครื่องบินนี้มีเรดาร์ภูมิประเทศที่ออกแบบมาเพื่อให้สามารถบินได้ที่เพดานบินคงที่ ซึ่งในทางทฤษฎีจะให้ภาพการลาดตระเวนที่ดีขึ้น แต่น่าเสียดายที่เครื่องบินนั้นบินต่ำมาก (500-1000 ฟุต) ทำให้ฟิล์มอินฟราเรดถูกใช้ไปก่อนที่จะสามารถถ่ายภาพพื้นที่ทั้งหมด การปรับปรุงในปี 1968 ภายใต้โครงการ Compass Eagle ซึ่งจะมีการติดตั้งจอแสดงผลภาพวีดีโอเพื่อตรวจสอบระบบ IR scanner ที่ที่นั่งหลัง ซึ่งทำให้ลูกเรือสามารถเรียกการโจมตีใส่เป้าหมายได้ทันทีโดยไม่ต้องกลับไปยังฐานโดยที่ศัตรูนั้นย้ายตำแหน่ง มีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอุปกรณ์อยู่บ่อยครั้ง อย่างการติดตั้งกล้องโฟกัสยาว 12 นิ้ว KA-82 และ 24 นิ้ว KA-83 อุปกรณ์อินฟราเรดมีประโยชน์ในการค้นหาการจราจรทางแม่น้ำของเวียดกงในตอนกลางคืนตามแนวแม่น้ำโขงทางตะวันออกเฉียงใต้ของไซ่ง่อน ในปี 1969/70 ภารกิจแพทริเซีย ลินน์ได้ทำการบินไปยังลาวและกัมพูชารวมถึงภารกิจโจมตี Barrel Roll ในปี 1969 ปฏิบัติการแพทริเซีย ลินน์นั้นสิ้นสุดลงในกลางปี 1971 ด้วยการยกเลิกปฏิบัติการของกองบินลาดตระเวนยุทธวิธีที่ 460 เครื่องบินที่เหลือรอดจำนวน 4 ลำถูกส่งกลับไปยังสหรัฐอเมริกา ต่อมาในเดือนสิงหาคม 1965 RB-57F ลำนึงถูกส่งไปประจำการยังฐานทัพอากาศอุดรในความพยายามที่จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับฐาน SAM ของเวียดนามเหนือ ภายใต้โครงการ Greek God ในตอนแรกและเป็นโครงการ Mad King ในภายหลัง ในเดือนธันวาคม RB-57F อีกลำหนึ่งจะถูกส่งมาประจำการภายใต้โครงการ Sky Wave ทั้งสองโครงการไม่ได้ให้ผลที่ดีมากนักและสุดท้ายก็ถูกยกเลิกในเดือนตุลาคม 1965 และกุมภาพันธ์ 1966 ตามลำดับ.... ข้อมูลและรูปภาพ : http://b-57canberra.org/reconnaissance_in_vietnam.htm https://en.wikipedia.org/wiki/Martin_B-57_Canberra https://www.nationalmuseum.af.mil ________________________________________________________________________________________ เป็นการเขียนลงในนี้ครั้งแรกหากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับ #USAF
แพทริเซีย ลินน์ (Patricia Lynn) - ดวงตาแห่งกองทัพสหรัฐในสงครามเวียดนาม content media
1
0
229

Mike Lawson

ขั้นตอนดำเนินการอื่นๆ