กระทู้ในฟอรัม

Anna Chandee
10 ส.ค. 2563
In การเมืองการปกครอง
“ถึงเวลาแล้วที่จะละทิ้งวิถีของเลนิน จากนี้ไป… แสงส่องนำทางของเราทั้งผองคือผลกำไรที่ได้มาด้วยวิธีทางสุจริต องค์เหนือหัวของเราคือเงินตรา ด้วยเงินตรานั้นจะนำเราไปสู่ความมั่งคั่งอันเป็นหนึ่งปทัสถานที่สำคัญยิ่งแห่งชีวิตของเรา” ทศวรรษ 1990 รัสเซียซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายทั้งภายในและภายนอกรัฐ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่ตกต่ำจนเรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าถังแตก แต่ในสภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งแตะหลักสองพันเปอร์เซ็นต์ และปากท้องที่ไม่เคยรู้จักกับคำว่าอิ่มของชาวโซเวียตเก่านั้น อภิสิทธิ์ชนกลุ่มหนึ่งได้ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยการรวบเอาวิสาหกิจที่ประชาชนเคยร่วมกันสร้างมานานถึงเจ็ดทศวรรษมาไว้ในกำมือตน--Russian Oligarchs หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัสเซียใหม่ที่เกิดจากกองเถ้าถ่านก็ถูกซัดด้วยปัญหาแรกที่ต้องเร่งแก้ไข คือเงินที่เฟ้อกว่า 2500% อันเกิดจากวิธีการบำบัดเศรษฐกิจแบบช็อคซึ่งมีขึ้นเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดขึ้นมาโดยทันทีทันใด หลังจากการล่มสลายของมันได้พิสูจน์แล้วว่าระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางนั้นไม่เวิร์ค การบำบัดแบบช็อคนี้มีหลายวิธีด้วยกัน เช่น ยกเลิกการควบคุมราคาสินค้า ปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด, เปิดการค้าเสรี และแปรรูปรัฐวิสาหกิจจากของรัฐไปเป็นของเอกชน รั สเซียใหม่ซึ่งนำโดยบอริส เยลต์ซิน หวังจะนำโมเดลการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาปรับใช้เพื่อให้ประเทศของตนเกิดระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยเร็วที่สุด มีการออกกฎหมายให้ประชาชนสามารถประกอบกิจการส่วนตัวได้ ชาวนาสามารถเช่าที่นาจากรัฐได้ พร้อมกันนั้น แผนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจถูกเขียนขึ้นอย่างรีบเร่ง มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจของรัฐ กระบวนการต่างๆ เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง หน่วยงานรัฐถูกแปรสภาพเป็นบริษัทร่วมทุน เช่นกระทรวงอุตสาหกรรมก๊าซแปรรูปเป็น “ก๊าซโปรม” องค์กรทางการเงินแปรรูปเป็นธนาคารพาณิชย์ หน่วยงานเหล่านี้มีการจำหน่ายหุ้นบริษัท (Voucher) ให้แก่ลูกจ้างของวิสาหกิจและประชาชนทั่วไป โดยมีเจตนารมณ์ให้รัฐถือครองหุ้น 51% และประชาชนทั่วไปและลูกจ้างได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจนั้นอีก 49% ซึ่งดูเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ราบรื่นและเป็นธรรม ตามอุดมคติของโมเดลประชาธิปไตยสังคมนิยมสวีเดน แต่ระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกในพรรคคอมมิวนิสต์และเงินเฟ้อกว่าสองพันเปอร์เซ็นต์ไม่ปล่อยให้มันจบลงอย่างสวยงามเช่นนั้น เหมือนฉลามได้กลิ่นเลือด, คนวงในรู้ทันทีว่านี่คือโอกาสทองเมื่อเยลต์ซินออกแผน “Loans for Share” ขึ้น ซึ่งเป็นการแลกเอาหุ้นของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจให้กับเอกชน เพื่อเอาเงินที่ได้มาจุนเจือรายได้ของรัฐบาล หลายคนใช้เส้นสายในหมู่คนวงในสร้างความมั่งคั่งให้กับตนภายในไม่กี่ปี ดังเช่นนายมีฮาอิล คอร์โดคอฟสกี เจ้าของธนาคาร ‘เมนาเตป’ ได้หุัน 78% ของบริษัทน้ำมันใหญ่ ‘ยูโกส’ มาได้ในราคาเพียง 310 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น ทั้งที่ราคาจริงของมันควรจะเป็น 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยมีเส้นสายใกล้ชิดกับเยลต์ซินในตำแหน่งผู้ให้คำปรึกษาทางเศรษฐกิจ หรือนายบอรีส เบเรซอฟสกี เจ้าของสื่อเจ้าใหญ่ อันได้แก่ช่อง 1 หรือ ORT Channel มีส่วนสำคัญในการช่วยเยลต์ซินหาเสียงจนชนะเลือกตั้งครั้งที่สองในปี 1996 แซงหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ เกนนาดี ซยูกานอฟ อีกทั้งยังผูกพันธมิตรกับมหาเศรษฐีอีกรายคือ โรมัน อบราโมวิช โดยการฮั้วประมูลให้โรมันได้บริษัทน้ำมัน ‘ซิบเนฟต์’ ไปในราคาเพียง 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากราคาจริง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เจ้าของธุรกิจเหล่านี้รวยขึ้นมาทันทีทันใด เช่นเจ้าของบริษัทน้ำมัน เพราะตนประมูลได้มาในราคาถูกเหลือเชื่อตั้งแต่แรก ทำให้ต้นทุนของน้ำมันที่ตนผลิตได้นั้นก็ราคาถูกตาม ทำให้เมื่อนำน้ำมันที่ผลิตได้ไปขายกับต่างประเทศ ตนจึงสามารถกวาดกำไรเข้ากระเป๋าได้มหาศาล อีกทั้งตัว Voucher ที่ขายให้แก่ประชาชนทั่วไปเพื่อให้แต่ละคนได้เป็นเจ้าของหุ้นของกิจการต่าง ๆ ในราคาใบละ 10000 รูเบิลนั้น ก็ถูกนักธุรกิจเหล่านี้กว้านซื้อด้วยราคาที่เรียกได้ว่าถูกแล้วถูกอีก เพราะเงินที่เฟ้อหนักอย่างมากมายมหาศาล มีผลทำให้เศรษฐกิจมันย่ำแย่เสียจนไม่มีของวางขายตามร้านค้า ประชาชนจึงไม่มีทางเลือกมากนัก ระหว่างแผ่นกระดาษที่ระบุไว้ว่า 10000 รูเบิล ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์การลงทุนหรือถือหุ้นส่วนในองค์กรรัฐมาก่อน กับขนมปังที่สามารถเก็บไว้กินได้ทั้งเดือน ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาก็ต้องขาย Voucher แลกขนมปังอยู่แล้วในสภาพเศรษฐกิจเช่นนั้น นอกจากนั้น อิทธิพลของพวกเขาที่มีต่อการเมืองรัสเซียก็มีอยู่มากโข มากจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นอำนาจหนึ่งที่สามารถแทรกแซงปรับเปลี่ยนกลไกของรัฐได้เลยทีเดียว เช่นบทบาทของเบเรซอฟสกีต่อการเมืองรัสเซียในยุคเปลี่ยนผ่านจากเยลต์ซินไปยังปูติน ช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งสองมีความสนิทสนมกันมาก เช่นการไปเล่นสกีด้วยกันที่สวิตเซอร์แลนด์ หรือการที่ปูตินไปเยี่ยมเบเรซอฟสกีอย่างลับๆ ที่สเปนถึงห้าครั้ง และอีกทางหนึ่งคือปูตินพยายามทำตนให้เบเรซอฟสกีและ ‘ครอบครัว’ ของเยลต์ซินไว้วางใจในตัวเขา ส่วนเบเรซอฟสกีเองก็ต้องการผลักดันปูตินให้เป็นประธานาธิบดี เนื่องจากคะแนนนิยมของเยลต์ซินก็กำลังตกต่ำ ช่วงสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น เยลต์ซินมีคะแนนนิยมจากประชาชนเพียง 2% ทำให้สถานะของ ‘ครอบครัว’ รวมถึงตัวเบเรซอฟสกีนั้นไม่มั่นคงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเยฟเกนี พรีมาคอฟ อดีตรมต. กระทรวงการต่างประเทศซึ่งถูกเยลต์ซินไล่ออกเพราะนโยบายปราบปรามทุจริตของเขานั้นกระทบอย่างจังต่อผลประโยชน์ของเยลต์ซินและครอบครัว จนกลายมาเป็นศัตรูทางการเมืองของเยลต์ซินนั้นกำลังป๊อปปูลาร์ในหมู่ประชาชน ดังนั้นถ้าหากเบเรซอฟสกีและ 'ครอบครัว' ยังอยากมีอิทธิพลต่อไปในถนนสายการเมือง การการันตีฐานอำนาจของพวกตนด้วยการปั้นปูตินขึ้นมาเป็นทายาททางการเมืองต่อจากเยลต์ซิน ก็ถือเป็นทางเลือกสำคัญที่ควรทำ อีกทั้งลักษณะต่างๆ ของปูตินก็ค่อนข้างถูกใจชาวโซเวียต ด้วยความแข็งแรงแบบนักกีฬา เฉลียวฉลาด สง่างาม และยังหนุ่มแน่น และที่สำคัญคือดูเป็นคน “ซื่อ” (อ้างอิงจาก รัสเซียสมัยซาร์และสังคมนิยม, หน้า 623) เหมาะกับการถูกชักใยให้เป็นไปตามทิศทางที่ ‘ครอบครัว’ ต้องการ และก็เป็นดังที่หวัง อำนาจสื่อในมือเบเรซอฟสกีทำให้ปูตินชนะเลือกตั้งอย่างขาดลอยในปี 2000 แต่เกมกลับพลิกผัน เมื่อเบเรซอฟสกีและครอบครัวถูกปูตินเลื่อยขาเก้าอี้เสียเหี้ยน ยึดเอารัฐวิสาหกิจในมือของพวกเขากลับคืนมาเป็นของรัฐ แล้วแทนที่คนเหล่านั้นด้วย ‘ครอบครัวใหม่’ ของปูตินเอง แม้วลาดีมีร์ ปูติน จะเข้ามามีอำนาจทางการเมืองแทนเยลต์ซินในท้ายที่สุด อันเป็นผลให้เศรษฐีรัสเซียทั้งหลายที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มเยลต์ซินต้องเสียศูนย์ บ้างก็หนีตายไปต่างประเทศ แต่จะอย่างไรก็ตาม เศรษฐีรัสเซียเหล่านี้ก็ยังหาช่องทางในการเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองได้อยู่ดี บางส่วนเข้าร่วมกับปูติน เช่นวลาดีมีร์ ลีซิน ที่ต่อมาประกาศวางมือจากวงการเมือง เศรษฐีรัสเซียบางส่วนรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา Duma เช่นโรมัน อบราโมวิช ส่วนคอร์โดคอฟสกีที่อาจหาญถึงขั้นซื้อสื่อและยัดเงินพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อเก็งตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไป ก็ถูกปูตินสกัดดาวรุ่งไว้ก่อน ครอบครัวใหม่ของปูตินนั้นก็มีโครงสร้างที่ซับซ้อน ปกครองด้วยวิธีแบ่งแยกและปกครองโดยปูตินเอง ทำให้มีการคานอำนาจกันกันอย่างเข้มข้นระหว่างเหล่าก๊กต่างๆ ที่อยู่ใต้ปีกของปูติน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปัญญาชนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือ Civiliki, กลุ่มก๊วนนักธุรกิจ และกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุด ซึ่งก็คือกลุ่มของบุคลากรระดับสูงทางการทหารและหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ หรือ Siloviki การแข่งขันของกลุ่มเหล่าต่างๆ นี้ได้มีให้เห็นอยู่ประปราย ดังเช่นกรณีอเล็กเซย์ คูดริน ปัญญาชนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่พยายามลบล้างอิทธิพลของเหล่า Siloviki ที่มีเหนือเศรษฐกิจ ด้วยมองว่าพวก Siloviki ที่มีอำนาจรักษาระเบียบทางการเมือง ทั้งยังครอบครองวิสาหกิจระดับชาติ (รอสเนฟต์, แอโรฟลอต) แต่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหรือการลงทุนเลยนั้นกำลังทำให้เศรษฐกิจรัสเซียอ่อนแอและถดถอย สิ่งที่คูดรินทำก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อ Siloviki เป็นอย่างมาก เพราะมันกระทบถึงฐานอำนาจ (และเงิน) ของพวกเขาโดยตรง โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนคิดว่าโมเดลการคานอำนาจกันระหว่างกลุ่มก๊กต่างๆ เหล่านี้ มีความคล้ายคลึงกันกับโครงสร้างการคานอำนาจกันของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในสมัยของสตาลิน โดยสตาลินใช้หน่วย MVD (กระทรวงกิจการภายใน) ในการถ่วงดุลไม่ให้สมาชิกพรรคหรือกองทัพมีอำนาจเหนือไปกว่ากัน แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าหน่วย MVD ที่มีอำนาจล้นฟ้าจะมีอำนาจเหนือไปกว่าเขา เพราะในหน่วย MVD เองนั้น สตาลินก็เลี้ยงให้พวกเขาต่อสู้แข่งขันกันเองโดยมีสตาลินเป็นผู้ตัดสินเช่นเดียวกัน การมีอยู่ของกลุ่มก๊กเหล่านี้ทำให้การเมืองรัสเซียเป็นเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต นั่นก็คือการมีอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซงกลไกรัฐ สมัยสตาลินมี MVD สมัยปูตินก็มี Siloviki เป็นเครื่องมือเช่นเดียวกัน บวกกับความเคยชินของชาวรัสเซียต่อระบบการปกครองแบบเน้นตัวบุคคล ก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Russian Oligarchs จะยังคงยืนยงคงคู่กับการเมืองรัสเซียไปอีกนาน ผู้เขียน: Anna Chandee
Russian Oligarchs content media
0
0
72
Anna Chandee
09 ส.ค. 2563
In ประวัติศาสตร์ทั่วไป
เชื่อว่า ณ ขณะนี้ คนไทยส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับวงดนตรี ‘Blackpink’ หรือ ‘BTS’ และอาจจะรวมไปถึงละครเกาหลีที่โด่งดังอย่าง ‘Descendants of the Sun’ หรือ ‘Crash Landing on You’ แม้กระทั่งคนที่ไม่ได้สนใจสื่อบันเทิงจากเกาหลี แต่ถ้าหากมีใครมาทักทายว่า ‘อันยองฮาเซโย’ ส่วนใหญ่หรืออาจจะทั้งหมดก็น่าจะเข้าใจได้ทันทีว่าคำนั้นมีความหมายว่าอะไร ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ คือส่วนหนึ่งของ 'Hallyu' (Korean Wave) หรือคลื่นเกาหลีที่ซัดสาดเข้าสู่ดินแดนไทย และผสมผสานกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทย จนกลายเป็นวิถีชีวิตของชาวไทยโดยเฉพาะวัยรุ่นไทย ซึ่งนิยมการเสพสื่อบันเทิงจากเกาหลี การแต่งกาย ค่านิยม ภาษา แม้กระทั่งการนิยมรับประทานอาหารเกาหลี ทว่าคลื่นเกาหลีในไทยนั้นไม่ได้เกิดเป็นกระแสขึ้นมาเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากหลากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอก อันเป็นสิ่งที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไป คลื่นเกาหลี หรือ Korean Wave หรือที่เรียกในภาษาเกาหลีว่า Hallyu มาจากรากศัพท์ 한 (คำอ่าน: ฮัน) ซึ่งแปลว่า ‘ของ / จาก / ชาวเกาหลี’ และ 流 (คำอ่าน: รยู) ซึ่งแปลว่า ‘คลื่น’ ดังนั้น คำว่า ‘Hallyu’ จึงหมายถึง การแพร่ของวัฒนธรรมเกาหลีไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก โดยเฉพาะในช่วงหลังยุค 1990 ในตอนแรกนั้น คลื่นเกาหลีถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออกหนัง ละคร และเพลงภาษาเกาหลีไปยังภูมิภาคใกล้เคียงซึ่งก็คือทวีปเอเชีย เช่น จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย เม็ดเงินมหาศาลจากการส่งออกสื่อบันเทิงสัญชาติเกาหลีทำให้กระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีต้องปรับตัวจากอุตสาหกรรมหนักที่เริ่มถดถอยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 เปลี่ยนเป็นส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาคบันเทิงมากขึ้น ผนวกกับการที่กระแส J-Fever หรือกระแสนิยมญี่ปุ่นซึ่งเริ่มซาลง ก็ทำให้กระแสเกาหลีกลายเป็นที่แพร่หลายในทวีปเอเชียและโลกอย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว ทว่าการแพร่ขยายของ Korean Wave หรือคลื่นเกาหลีภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สิบปีนั้นไม่ได้เป็นไปเพราะโชคช่วย หากแต่เป็นเพราะการวางกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของหน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศเกาหลีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงวัฒนธรรมเกาหลี History of Hallyu หลังจากที่เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เซ็นสัญญาหยุดยิงอย่างไม่มีกำหนด (Korean Armisitice Agreement) ในปี 1953 เศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้ก็โตวันโตคืน ในระยะแรก การเติบโตของเศรษฐกิจเป็นผลมาจากการสนับสนุนอย่างหนักทั้งทางด้านการเงินและที่ปรึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐฯ เองก็ต้องการรักษาเขตอิทธิพลในคาบสมุทรเกาหลีของตนไว้อย่างเหนียวแน่น เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศที่ ‘สังกัด’ ค่ายโลกเสรีเช่นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นตกไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของค่ายคอมมิวนิสต์ หากแต่การอัดฉีดเงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเกาหลีจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบโดยสหรัฐฯ ก็ไม่ประสบผลสำเร็จมากนักเพราะการคอร์รัปชันที่สูงมาก และการคอร์รัปชันนั้นก็ทำให้เกิดกลุ่ม Oligarchs สัญชาติเกาหลี หรือที่เรียกกันว่า ‘แชโบล’ หรือกลุ่มข้าราชการระดับสูงและนักธุรกิจเกาหลีซึ่งมีเครือข่ายโยงใยกันและกันนั่นเอง ซึ่งกลุ่ม Oligarch เหล่านี้ ก็นำเอาเงินที่สหรัฐฯ อัดฉีดเข้าระบบมาใช้ในทางที่มิชอบ กระนั้นก็ตาม รัฐบาลซึงมันรีก็ไม่ได้นำเงินที่ได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนทั้งหมด เพราะเกาหลีในยุคนั้นก็ยังมีการพัฒนาการทางด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การสื่อสาร และการขนส่ง ในระดับหนึ่ง ในปี 1961 นายพลพัคจุงฮีได้ทำการรัฐประหาร เปลี่ยนประเทศเกาหลีที่เป็นประชาธิปไตยอยู่เพียงแปดปีให้ตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร หลังจากที่รวบอำนาจเข้าสู่ตนเองเบ็ดเสร็จ เขาก็ตัดสินใจว่าเกาหลีใต้ควรเลิกการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดแผนเศรษฐกิจห้าปีขึ้นมา โดยเน้นการเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเบาเป็นอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ไฟฟ้า ถ่านหิน มีการลงทุนกับการศึกษา และพัฒนา Know-how และเทคโนโลยีให้เท่าทันต่างชาติ และมีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมีเพิ่มเติมขึ้นมาในแผนห้าปีฉบับที่สาม โดยมีกลุ่มธุรกิจแชโบลเป็นตัวแสดงหลักในการพัฒนาประเทศร่วมกับรัฐบาลพัคจุงฮีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในเกาหลีใต้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด รายได้ต่อหัวของประชาชนเกาหลีโตขึ้นสองเท่าจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจห้าปีฉบับที่สอง การเติบโตอันรวดเร็วของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ประเทศที่เคยยากจนและบอบช้ำเพราะสงครามถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าอัศจรรย์ จนกระทั่งมีการกล่าวขานถึงเหตุการณ์นี้ว่า ‘ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน’ นอกจากนั้น นโยบายลดการพึ่งพาต่างประเทศก็ถูกนำมาใช้กับอุตสาหกรรมสื่อเกาหลีใต้ด้วยเช่นกัน รัฐบาลพัคจุงฮีได้ประกาศนโยบาย ‘Screen Quotas’ ขึ้นเพื่อกระตุ้นการผลิตสื่อภาพยนตร์เกาหลีโดยชาวเกาหลี และป้องกันการแทรกแซงของสื่อต่างชาติไม่ให้เข้ามากินรวบส่วนแบ่งทางการตลาดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลี รวมทั้งยังมีการจำกัดจำนวนภาพยนตร์ต่างชาติที่ฉายในโรงภาพยนตร์เกาหลี กระนั้นก็ไม่สามารถห้ามไม่ให้ภาพยนตร์สหรัฐฯ มีอิทธิพลน้อยลงได้ เพราะสหรัฐฯ ได้บังคับให้เกาหลียกเลิกกฎเกณฑ์เหล่านี้ในปี 1988 ทำให้บริษัทภาพยนตร์อเมริกันหลั่งไหลเข้ามาในเกาหลี ทั้ง 20th Century Fox, Warner Brothers, Walt Disney และ Columbia เป็นผลให้ส่วนแบ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีลดลงเหลือเพียง 15.9% ในขณะภาพยนตร์จากสหรัฐฯ กินรวบส่วนแบ่งในตลาดภาพยนตร์เกาหลีไปถึง 80% ว่ากันว่ารายได้ของภาพยนตร์ Jurassic Park ในเกาหลี ทำรายได้แซงหน้ายอดขายรถยนต์ฮุนไดซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวเกาหลีอย่างมหาศาล ทางรัฐบาลจึงไม่รอช้าที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว โดยกระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีได้จัดตั้งสำนักอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกวัฒนธรรม (Cultural Industry Bureau) ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อกระตุ้นให้นักลงทุนและผู้สร้างภาพยนตร์ชาวเกาหลีสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้มากขึ้น ต่อมาในปี 1997 หลายประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจกำลังรุ่งเรืองนั้นก็หยุดชะงักลง สาเหตุเพราะวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนความเสียหายทางเศรษฐกิจกระจายไปทั่วเอเชีย อุตสาหกรรมหลายประเภทของเกาหลีเองก็ประสบปัญหาจนต้องเปลี่ยนมายึดเอาธุรกิจบันเทิงเป็นทางรอด พร้อมกันนั้นกระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้ยื่นเรื่องของบประมาณเพิ่มเติม เป็นผลให้มีการก่อตั้งสำนักอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกวัฒนธรรมในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยกว่า 300 แห่งทั่วเกาหลีใต้ และด้วยความมุมานะพยายามอย่างหนักในการส่งเสริมการส่งออกวัฒนธรรมเกาหลีผ่านสื่อบันเทิงนั่นเอง ก็ทำให้ประเทศเกาหลีประสบความสำเร็จในการส่งออกภาพยนตร์เป็นครั้งแรก เมื่อภาพยนตร์เรื่อง ‘Shiri’ ออกฉายสู่สายตาของชาวเกาหลีและโลกในปี 2000 ภาพยนตร์ Shiri ได้รับคำวิจารณ์ในด้านบวกอย่างยิ่ง รวมถึงรางวัลต่าง ๆ มากมายจากทั้งในเวทีของเกาหลีเองและเวทีโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างปรากฏการณ์ใหม่แก่วงการภาพยนตร์เกาหลี ภาพยนตร์เรื่อง Shiri สามารถทำเงินได้ถล่มทลาย รายได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ในเกาหลีแซงหน้าภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ดในยุคเดียวกันอย่าง ‘ไททานิค’ และยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เปิดตัวเป็นอันดับ 1 ในประเทศฮ่องกงและญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังมีการซื้อภาพยนตร์เรื่องนี้ไปฉายในประเทศอื่น ๆ อีกมากมาย จึงถือว่าภาพยนตร์เรื่อง Shiri เป็น ‘คลื่นเกาหลี’ ลูกแรกที่ซัดมากระทบฝั่งเอเชีย และภายในไม่กี่ปีหลังจากนั้น ภาพยนตร์ดังอย่าง My Sassy Girl หรือ ‘ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม’ ในชื่อไทย ก็ครองอันดับหนึ่งของบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วเอเชียในปี 2001 ดีวีดีภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจำหน่ายกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง และในที่สุดก็กลายเป็นที่นิยมไปทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลากหลายประเทศแม้กระทั่งฮอลลีวู้ดก็ได้นำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไปสร้างใหม่เป็นฉบับรีเมค ภาพยนตร์และสื่อเกาหลีไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น หากแต่ดังกระฉ่อนไกลถึงอินเดีย สำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศสรายงานว่าพวกเขาได้ยินเด็กนักเรียนหนุ่มสาวชาวมณีปุระพูดคุยกันด้วยประโยคหรือวลีภาษาเกาหลีบางครั้ง และนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา รายการละครโทรทัศน์ของหลายประเทศต่างก็ซื้อภาพยนตร์เกาหลีมาฉายในช่วงไพรม์ไทม์ แทนที่ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่เคยครองตำแหน่งภาพยนตร์ที่ต้องฉายในช่วงเวลาดังกล่าว นี่จึงนับว่าเป็นก้าวแรกที่เกาหลีประสบความสำเร็จในการส่งออกวัฒนธรรมอย่างแท้จริง หากแต่เกาหลีก็ยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่ภาพยนตร์เท่านั้น เพราะดนตรีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถได้รับความนิยมในต่างประเทศได้ง่ายโดยไม่ต้องคำนึงถึงกำแพงของภาษา กระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีจึงส่งออกเพลงไปยังประเทศอื่น ๆ โดยใช้บุคลิกและตัวตนของผู้ขับ ร้องเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เพลงได้รับความนิยมมากขึ้น จึงมีการจัดตั้งวงดนตรีสัญชาติเกาหลีในลักษณะ Boy Band ซึ่งเป็นการนำเอาเด็กหนุ่มที่มีบุคลิกดีและมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันมารวมวงดนตรี กระแส K-Pop จึงถือกำเนิดขึ้นมานับตั้งแต่นั้น ดังนั้น ดนตรีที่เกาหลีส่งออกจึงไม่ได้เน้นไปที่เนื้อหาของเพลงเพียงอย่างเดียว หากแต่ทำให้ผู้เสพสื่อมีความผูกพันกับสมาชิกแต่ละคนในวง เช่นการมี Fanmeet และการที่สมาชิกในวงแต่ละคนมีนิสัยแตกต่างกัน ก็ทำให้ผู้เสพสื่อเลือกเอาคนที่มีนิสัยคล้ายคลึงกับตัวเองมาเป็น ‘ไอดอล’ หรือที่เรียกกันในภาษาเฉพาะกลุ่มว่า Main ตัวอย่างเช่นวง Super Junior และ Big Bang ก็ถือเป็นวงดนตรีไอดอล K-Pop วงแรก ๆ ที่ประสบความสำเร็จจนดังเป็นพลุแตกและมีฐานแฟนคลับทั่วเอเชีย จึงสามารถกล่าวได้ว่า กระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีไม่ได้นำเสนอแค่เพลง K-Pop ต่อสายตาชาวโลกเท่านั้น หากแต่นำเสนอตัวตนของศิลปินในฐานะไอดอลที่ผู้ติดตามเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อฟังเพลงของพวกเขา หรือเพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตใจได้อีกด้วย แต่กระแสเกาหลีก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อคลื่นเกาหลีซัดเข้าสู่ฝั่งโลกตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาด้วยเพลง ‘Gangnam Style’ โดยศิลปิน ‘Psy’ วัฒนธรรมและประเทศเกาหลีจึงกลายเป็นที่รู้จักทั่วโลก เพลง ‘Gangnam Style’ มียอดเข้าชมในโซเชียลมีเดียอย่าง YouTube มากถึงสามพันหกร้อยล้านวิว ทุกคนต่างเต้นท่าควบม้าที่ปรากฏในเพลงได้ และร้องตามประโยคง่าย ๆ อย่างท่อนฮุคที่ขึ้นต้นว่า ‘Oppa, Gangnam style!” ได้ ยูทิวบ์เบอร์ฝั่งตะวันตก เช่น อเมริกา รัสเซีย แม้กระทั่งยูทิวบ์เบอร์จากฝั่งยุโรปตะวันออกก็มีการนำเพลงดังกล่าวไปร้องและแสดงใหม่ในรูปแบบและภาษาของตนเช่นกัน และในปี 2016 กระแสเกาหลีก็ยังมาแรงอย่างฉุดไม่อยู่ เมื่อมีการเดบิวท์วงดนตรีไอดอล ‘BlackPink’ เกิร์ลกรุ๊ปที่ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน กับเพลงเปิดตัวอย่าง ‘Boombayah’ และ ‘Whistle’ ซึ่งยอดเข้าชมใน YouTube ก็ทะลุ 2 ล้านภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากปล่อยเพลงออกมา จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2019 Blackpink ก็ทำสถิติที่ได้รับอันดับสูงสุดบนบิลบอร์ด ฮอต 100 และเป็นศิลปิน K-Pop ที่มียอดเข้าชมวิดีโอเพลง ‘Du-Ddu Du-Ddu’ ถึงหนึ่งพันล้านวิว ซึ่งถือว่ามากที่สุดในหมู่ศิลปิน K-pop ทั้งหมด อิทธิพลในสังคมไทยและสาเหตุ กระแสเกาหลีมีอิทธิพลต่อสังคมและพฤติกรรมของชาวไทยโดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นในหลาย ๆ ด้าน เช่นในด้านพฤติกรรมการเสพสื่อ สื่อบันเทิงจากเกาหลีมักจะสร้างภาพตัวละครที่ ‘ควรเอาเป็นแบบอย่าง’ แก่คนดู เช่นนางเอกเป็นคนตลก น่ารัก แม้จะเจอกับความยากลำบากก็ไม่ย่อท้อ พระเอกเป็นคนอบอุ่น เงียบขรึม และมีความเป็นสุภาพบุรุษสูง ทำให้เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการออกแบบตัวละครในละครไทยซึ่งบางครั้งมีตรรกะบิดเบี้ยว เช่นพระเอกที่ตบตีและข่มขืนนางเอก นางเอกและนางร้ายที่ด่าทอกันด้วยคำหยาบคายเพื่อแย่งกันครอบครองพระเอกแล้วนั้น การออกแบบตัวละครของสื่อบันเทิงจากเกาหลีจึงเป็นสิ่งที่น่าดูชมมากกว่า และมีคุณภาพมากกว่าในสายตาของผู้ชม โดยเฉพาะผู้ชมคนรุ่นใหม่ที่มีความตระหนักรู้ในเรื่องสิทธิทางเพศและร่างกายของตน รวมถึงมีการตื่นรู้ด้านความยุติธรรมทางสังคมสูง จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าเหตุใดวัยรุ่นไทยสมัยใหม่จึงนิยมการเสพสื่อบันเทิงจากต่างประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา หรือเกาหลีมากกว่า อีกทั้งโปรดักชันการผลิตของเกาหลีก็ดีกว่าสื่อบันเทิงของไทยมาก ทั้งตัวละครที่ถูกออกแบบมาอย่างดีดังที่ได้กล่าวไปในย่อหน้าที่ผ่านมา และยังรวมไปถึงพล็อตเรื่องที่หลากหลายและมีมิติ เช่นพล็อตเรื่องของละครชุด ‘Kingdom’ ที่เป็นการนำเอาวาระต่าง ๆ ทางการเมืองมาสอดแทรกในเนื้อหาของตัวซีรีย์อย่างไม่ยัดเยียด หากแต่เป็นการเพิ่มความเข้มข้นให้แก่ปมความขัดแย้งต่าง ๆ ในเรื่อง อีกทั้งยังทำให้ผู้ชมคิดตามว่าการกระทำของผู้นำรัฐ หรือพฤติกรรมของขุนน้ำขุนนางต่าง ๆ ในราชสำนักที่ปรากฏในละครนั้นเหมือนหรือต่างกับสิ่งที่เป็นอยู่จริงในปัจจุบันอย่างไร และเราทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้บ้าง ละครชุดเรื่อง ‘Kingdom’ จึงไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ชมในการเริ่มคิดที่จะตั้งคำถามกับการกระทำของผู้ปกครองรัฐ และเพิ่มพูนความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในปัจจุบันได้อีกด้วย อิทธิพลของคลื่นเกาหลีต่อสังคมไทยยังเกิดจากการสอดแทรกวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวเกาหลีลงไปในสื่อบันเทิงต่าง ๆ อย่างไม่ยัดเยียด เช่นการที่นางเอกบ่นอยากรับประทาน ‘แกบู’ หรือปลากระจู๋ ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของชาวเกาหลี หรือการรับประทานอาหารที่กินกันทั่วไปอย่างเช่น ‘จาจังมยอน’ และการนำเสนอให้เห็นถึงวิถีชีวิตประจำวันของชาวเกาหลี ฉากที่ตัวละครต้องไปรับประทานปิ้งย่างหลังเลิกงาน หรือการที่ชาวเกาหลีชอบรับประทานไก่ทอดกับเบียร์ สิ่งเหล่านี้ที่ผู้สร้างละครชุดสอดแทรกเข้ามานั้นไม่ได้เป็นการกระทำเพราะความบังเอิญ หากแต่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีออกไปให้ทั่วโลกรู้จักและนำไปปรับใช้ในส่วนที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้วงการอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด ก็คงหนีไม่พ้นกระแสดนตรี K-Pop หรือไอดอลเกาหลี ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปในย่อหน้าที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีไม่เพียงแต่ส่งออกเพลงและดนตรีสัญชาติเกาหลีไปยังประเทศอื่น หากแต่ส่งออก ‘คาแร็กเตอร์’ ของศิลปิน ซึ่งในทรรศนะของข้าพเจ้า กลยุทธ์ประเภทนี้แม้จะได้ผลช้า เพราะกว่าการที่กลุ่มเป้าหมายจะถูกใจและมีความผูกพันในบุคลิกหรือ ‘คาแร็กเตอร์’ ของศิลปินไอดอลที่ถูกส่งออกไปนั้นย่อมต้องใช้เวลานาน ต่างจากการส่งออกเพียงแค่ดนตรีหรือเพลง ซึ่งถ้าหากฟังแล้วติดหูก็จะอาจจะโด่งดังเปรี้ยงปร้างภายในระยะเวลาอันสั้น แต่วิธีการดังกล่าวนั้น เมื่อสัมฤทธิ์ผลแล้ว ผลสำเร็จนั้นจะอยู่ไปตลอด และอาจกระจายไปสู่เป้าหมายอื่น ๆ เป็นการขยายฐานลูกค้าไปในตัวได้อีกด้วย เพราะนั่นหมายถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ชมอย่างเรา ๆ นั้นมี Brand Loyalty ต่อตัวศิลปินไอดอลเหล่านั้นอย่างเหนียวแน่น และเมื่อมี Brand Loyalty ต่อตัวศิลปินไอดอลเหล่านั้นแล้ว จึงแน่นอนว่าลูกค้าย่อมมีการบอกต่อไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นที่ใกล้เคียงกันเป็นทอด ๆ ดังนั้น ประเด็นต่อมาที่ข้าพเจ้าจะพิจารณาก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมคลื่นเกาหลี หรือ Hallyu นั้นถึงได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยข้าพเจ้าได้สรุปความว่าเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ ก็คือเกิดจากกลยุทธ์ของกระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีเอง ที่มีการดำเนินกลยุทธ์การเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงก่อร่างสร้างประเทศ จนมาถึงยุคศตวรรษที่ 21 และเกิดจากการที่ประเทศไทยมีลักษณะภูมิรัฐศาสตร์แบบ ‘แอ่งทางวัฒนธรรม’ ดังทีข้าพเจ้ากำลังจะอธิบายต่อไปในย่อหน้าด้านล่างนี้: สาเหตุแรกที่ทำให้กระแสเกาหลีได้รับความนิยมในสังคมไทย ก็คือการดำเนินกลยุทธ์เผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีผ่านสื่อต่าง ๆ ที่มีการกระทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หรือสามารถพูดได้ว่าทำมาตลอดตั้งแต่ช่วงที่อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีเพิ่งเกิดใหม่เลยทีเดียว กระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีมองการณ์ไกลด้วยการตระหนักว่าสื่อบันเทิงไม่ได้เป็นเพียงแค่สินค้าส่งออกเหมือนชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก ไฟฟ้า หรือถ่านหิน แม้ว่าการส่งออกสินค้าเหล่านั้นจะเป็นแกนหลักของจีดีพีเกาหลีใต้ในช่วงก่อร่างสร้างประเทศ หากแต่ความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจนั้นก็ถือเป็นเพียง ‘Hard Power’ หรืออำนาจแข็ง ที่บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของประเทศเกาหลีใต้อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แม้อำนาจแข็งที่เกาหลีมีจะสามารถส่งผลถึงนโยบายของประเทศต่าง ๆ ต่อเกาหลี หรือนโยบายของเกาหลีต่อประเทศอื่นได้ หากแต่อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำให้นโยบายของประเทศอื่น ๆ โอนอ่อนต่อเกาหลีได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหารหรือเศรษฐกิจที่เหนือกว่าบังคับ ก็คือ ‘Soft Power’ หรืออำนาจอ่อนนั่นเอง Soft Power หรืออำนาจอ่อน คืออำนาจทางนามธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้ หรือรับรู้ได้ด้วยตาเนื้อ และตัวเลขสถิติอย่างอำนาจแข็งที่ประกอบด้วยแสนยานุภาพทางการทหารและเศรษฐกิจ อำนาจอ่อนนี้มักจะเป็นภาพยนตร์ สื่อบันเทิง วัฒนธรรม การศึกษา ค่านิยม วิถีชีวิต ที่คนเราไม่สามารถจับต้องได้ แต่รู้สึกถึงมันได้ และนิยมชมชอบมันได้ แม้ประเทศหนึ่งจะไม่สามารถใช้อำนาจอ่อนในการข่มขู่หรือบังคับให้อีกประเทศสามารถดำเนินนโยบายที่เป็นผลประโยชน์แก่ตนเองได้ เหมือนที่รัสเซียใช้กำลังทหารยึดไครเมียจากยูเครนในปี 2014 หากแต่การแพร่ขยายอำนาจอ่อนไปยังประเทศฝั่งตรงข้าม เช่นการส่งออกภาพยนตร์ สื่อ ระบบการศึกษา ที่สอดแทรกวิถีชีวิตและค่านิยมของประเทศเราไปยังประเทศอื่น ก็สามารถทำให้ประชาชนของประเทศนั้น ๆ ที่บริโภคสื่อของเรา มีฐานคิดและมุมมองที่เป็นไปตามค่านิยมและวัฒนธรรมของประเทศเราได้ หรือสามารถพูดได้อีกเชิงหนึ่งว่า การส่งออกอำนาจอ่อนนั้นทำให้เราไม่ต้องใช้ Hard Power หรืออำนาจแข็งเพียงอย่างเดียวในการชักจูงให้อีกประเทศหนึ่งดำเนินนโยบายตามที่เราต้องการได้ เพราะถ้าหากเราสามารถแผ่ขยายอำนาจอ่อนไปสู่ประเทศนั้น ๆ ได้ ก็หมายความว่าความคิดความอ่านของประชาชนในประเทศดังกล่าวก็เริ่มมีฐานมุมมองแบบเดียวกันกับที่เราต้องการให้เขามองไปเสียแล้ว รัฐบาลเกาหลีเล็งเห็นถึงประโยชน์ของอำนาจอ่อนดี กระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีจึงได้มีการจัดตั้งสำนักอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกวัฒนธรรมในหลายมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงทุ่มงบประมาณเพิ่มเติมในการผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อผลิตผู้สร้างสื่อที่มีคุณภาพ และเป็นการกระตุ้นผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์เดิมที่มีอยู่แล้วในการสร้างสื่อบันเทิงสัญชาติเกาหลีแท้ ๆ ออกมาสู่สายตาชาวโลกให้มากขึ้น กุญแจสำคัญของความสำเร็จในการส่งออกสื่อบันเทิงซึ่งถือเป็นอำนาจอ่อนของเกาหลีไปทั่วโลกนั้นเรียบง่าย ซึ่งก็คือการดำเนินกลยุทธ์มาอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดระยะ ตั้งแต่การจำกัดโควตาภาพยนตร์ต่างชาติเพื่อส่งเสริมภาพยนตร์สัญชาติเกาหลีในยุคแผนห้าปีของรัฐบาลพัคจุงฮี จนมาถึงยุค Hallyu 2.0 ซึ่งมีการกำหนดไว้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1999 ว่าสื่อบันเทิงเกาหลีที่ส่งออกต้องมีการสอดแทรกถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวเกาหลีไปยังสายตาชาวโลก นอกจากนั้นยังมีการกำหนดเพิ่มเติมให้กระแสไอดอล K-Pop และวิดีโอเกมสัญชาติเกาหลีเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญอีกสองประการ การแพร่ขยายอำนาจอ่อนของเกาหลีไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างสูง ดังจะเห็นได้จากการที่กระแสเกาหลีได้รับความนิยมอย่างมากในฟิลิปปินส์ ไทย จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยมีฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และมาเลเซียที่นิยมเกาหลีมากจนกระแสเกาหลีหรือ Hallyu กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักในประเทศเหล่านั้น กระแสเกาหลียังแพร่ขยายไปยังประเทศอื่น ๆ รวมไปถึงฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย แม้กระทั่งชาติอาหรับอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเหตุผลที่สองที่ทำให้กระแสเกาหลีเป็นที่นิยมในสังคมไทยก็คือ ประเทศไทยมีภูมิรัฐศาสตร์แบบแอ่งทางวัฒนธรรม ไทยหรือสยามแต่โบราณเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ในฐานะ Gateway ที่เรือจากตะวันตก จีน และอินเดียต้องผ่านมาที่นี่เพื่อค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้า คนไทยจึงรับเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ มาปรับใช้กับตน เนื่องจากในยุคสมัยนั้น ไทยยังไม่ใช่รัฐชาติที่มีการกำหนดสัญชาติของประชากรหรือเขตแดนชัดเจน แต่มีลักษณะเป็นรัฐแสงเทียน ดังนั้นคำว่า ‘คนไทย’ ที่แท้จึงไม่มีอยู่จริง เพราะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตแดนนี้มาจากหลากหลายพื้นเพ ทั้งจีน แขก มอญ ลาว ดังนั้น คนในแผ่นดินไทย ณ ยุคสมัยนั้นจึงยังไม่มีฐานคิดที่ว่าวัฒนธรรมไทยดีที่สุดอย่างที่ชาวจีนในยุคสมัยเดียวกันมองว่าประเทศและวัฒนธรรมอันสูงส่งของตนนั้นเป็นศูนย์กลางของโลก เมื่อเรือจากดินแดนต่าง ๆ ทั้งประเทศตะวันตกก็ดี อินเดียก็ดี หรือจีนก็ดี ได้เข้ามาทำการค้าขายในแผ่นดินนี้ ย่อมต้องมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันกับคนท้องถิ่น คนไทยจึงรับเอาวัฒนธรรมของพวกเขาเหล่านั้นมาปรับใช้กับตนเองและผสมกลมกลืนวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมของไทยเราเองในยุคสมัยต่อมา วัฒนธรรมผสมผสานที่สามารถเห็นได้ชัดเจน อาทิ การที่คนไทยใช้ชื่อตนเองเป็นภาษาสันสกฤตหรือบาลี, ความเชื่อเรื่องการถือฤกษ์ยามและการทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ซึ่งนำมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู วัฒนธรรมดังกล่าวนี้ฝังรากลึกในสังคมไทยมากเสียจนกระทั่งก่อนจะรัฐประหารก็ต้องมีการจับฤกษ์งามยามดี และอาจจะนับรวมการที่คนไทยเชื่อซินแสชาวจีนในการวางโครงสร้างบ้าน แต่ตั้งศาลพระภูมิตามความเชื่อของพราหมณ์ ในยุคสมัยต่อมา เมื่อกระแสจากทางฝั่งเอเชียตะวันออกเริ่มเป็นที่รู้จัก ไทยก็รับเอาวัฒนธรรมเหล่านั้นมาประยุกต์กับวิถีชีวิตของคนไทยเอง เช่นกระแสนิยมอเมริกัน, กระแส J-Fever ที่มาแรงในช่วงปี 1990 ตามด้วยกระแสนิยมเกาหลีที่เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงก่อนศตวรรษที่ 21 เพียงไม่กี่ปี และหลังจากนั้นโลกก้าวเข้าสู่โลกาภิวัตน์ ทุกคนจากทุกพื้นที่ ทุกวัฒนธรรมสามารถเข้าถึงและพูดคุยกันได้เพียงผ่านปลายนิ้ว ทำให้ไทยที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะที่หลอมรวมทุกวัฒนธรรมเข้าด้วยกันนั้นรับเอาทุกกระแสเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นเมืองของตนจนกลายเป็นวัฒนธรรมแบบไทย ๆ และสืบทอดมันเรื่อยมาถึงปัจจุบัน โดยสรุป กระแสเกาหลี หรือ Hallyu ที่ซัดสาดเข้ามายังฝั่งของประเทศไทยก็ทำให้วัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้นต่างรับเอาวัฒนธรรมเกาหลีเข้ามาในชีวิตประจำวัน หากแต่ก็ใช่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะทิ้งรากเหง้าของตนไปเสียสิ้นเชิง ถ้าหากจะพินิจตั้งแต่ยุคที่ไทยยังเป็นรัฐแสงเทียนที่ไม่ใช่รัฐชาติ เรามีการรับเอาวัฒนธรรมจากหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งจีน อินเดีย และตะวันตก ทว่าแม้คนไทยจะรับเอาวัฒนธรรมชาติอื่นมามากเพียงใด แต่คนไทยยังไม่เสียตัวตนในความเป็นไทยไป เพราะคนไทยไม่ได้นำเอาวัฒนธรรมเหล่านั้นมาแทนที่ตัวตนของความเป็นไทย หากแต่นำมันมาหลอมรวมกันในกระทะใบใหญ่ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแบบผสมผสานขึ้นมา เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมเกาหลี ที่เป็นเพียงวัตถุดิบอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยนำมันมาเคี่ยวให้เข้ากันในกระทะหลอมใบนี้ ในทรรศนะของข้าพเจ้า การรับเอาวัฒนธรรมเกาหลีเข้ามาในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องน่ายินดี เพื่อที่เราจะได้นำฐานคิดและค่านิยมที่ดีของวัฒนธรรมเกาหลีมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทสังคมไทยต่อไป ผู้เขียน: Anna Chandee
Hallyu: เกาหลีภิวัตน์ content media
0
0
1k
Anna Chandee
13 เม.ย. 2563
In การเมืองการปกครอง
เนื่องจากเคยเห็นคำถามของสมาชิกท่านหนึ่งในกลุ่มประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ว่าด้วยเงินเดือนของชาวโซเวียต ว่าพวกเขาได้เงินเดือนกันไหม และได้เท่าไร และสาเหตุที่สู้ตะวันตกไม่ไหวในระยะยาว วันนี้ผู้เขียนจึงขอมาเล่าเรื่องสั้นๆ ว่าด้วยเงินเดือนของชาวโซเวียต และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจโซเวียตต้องศิโรราบต่อระบอบทุนนิยมจากโลกตะวันตก (ส่วนสาเหตุอื่นที่เหลือนั้น ผู้เขียนจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดในโอกาสหน้าค่ะ) หลังสงครามกลางเมือง และการเกิดขึ้นของระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ยามสงคราม ส่งผลให้ค่าเงินของโซเวียตเฟ้อหนักสุดๆ จากเดิมที่ 1 ปอนด์ = 45 รูเบิลในปี 1918 กลายเป็น 10000 รูเบิลในสองปีถัดมา เหมือนวันนึงคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ ที่เคยได้เงินเดือนเดือนละ 15000 บาท แต่พอประเทศเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว ไอ้เงิน 15000 ที่เคยได้ เหลือค่าแค่ 50 บาทถ้าไปแลกกับต่างชาติ หนักกว่านั้นคืออีกสองปีถัดมาคือ 1922 ค่าเงินก็เฟ้อหนักขึ้นไปอีก จากเดิม 1 ปอนด์ = 10000 รูเบิล กลายเป็น 1 ปอนด์ = 1 ล้านห้าแสนรูเบิล วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้การคลังของโซเวียตประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการจัดการ เงินขาดดุลกว่า 1 ล้านล้านรูเบิล วิกฤตเงินเฟ้อขั้นสาหัสนี้จบลงในปี 1924 เมื่อรัฐบาลมุ่งเป้าไปที่การเร่งเก็บสำรองทองคำไว้ค้ำเงินที่จะผลิตใหม่เป็นเป้าหมายสำคัญ และมีการผลิตเงินใหม่ขึ้นมาใช้ในที่สุด ซึ่ง 1 รูเบิล จะมีค่าเท่ากับ 100 รูเบิลเดิม สำหรับแรงงานธรรมดา จะคิดเงินเดือนตามผลผลิตที่ทำได้ แรงงานหรืออาชีพส่วนใหญ่จะได้ประมาณคนละ 70-120 รูเบิล และสำหรับคนที่ทำงานในตำแหน่งสูง เช่น เลขาธิการอันดับหนึ่งแห่งพรรคคอมมิวนิสต์ใน region ต่าง ๆ , บุคลากรระดับสูงทางการทหาร, หัวหน้าวิศวกร จะได้รับเงินเดือน 120-350 รูเบิล โดยคนที่ทำงานในตำแหน่งสูงๆ เหล่านี้ จะสามารถซื้อของหรือกินข้าวใน “ร้านค้าปิด” ได้ โดยคุณภาพอาหารและสินค้าในร้านค้าปิดจะดีกว่ามาก และราคาถูกกว่าร้านค้าเปิดที่มีไว้สำหรับคนทั่วไปที่มีตำแหน่งงานต่ำ ๆ หรือกลาง ๆ เกือบสองเท่า มาดูเงินเดือนที่พวกเขาได้รับในแต่ละปีกันค่ะ 1950 - เงินเดือนเฉลี่ย 70 รูเบิล 1960 - เงินเดือนเฉลี่ย 80 รูเบิล 1970 - เงินเดือนเฉลี่ย 100 รูเบิล 1980 - เงินเดือนเฉลี่ย 110 รูเบิล มาดูราคาสินค้ากันบ้าง วอดก้าขวดหนึ่ง 3 รูเบิล แปลว่าเงินเดือน 1 เดือน สามารถซื้อได้ราวๆ 30 ขวด ข้าว 1 กิโลกรัม 1 รูเบิล อันนี้ซื้อข้าวได้ชิลๆ 100 กิโลกรัม เนื้อกิโลกรัมละ 4.5 รูเบิล เงินเดือน 1 เดือน ซื้อเนื้อได้ 20 กิโลกรัม เพียงเท่านี้ หลายคนคงจะสามารถเห็นได้ว่าคุณภาพชีวิตชาวโซเวียตนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ในความหรูหราฟูฟ่ามากนัก เรียกได้ว่าพอมีพอกิน แต่สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือร้านค้าเปิดมักจะไม่มีสินค้าวางขาย รองเท้าสักคู่ยังหายาก และยังต้องต่อแถวนานเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อรอรับอาหารปันส่วนเช่นขนมปังแถวเดียว จนมีโจ๊กเล่ากันว่า ตอนที่ชาวโซเวียตเข้าแถวรอซื้อแมคโดนัลด์ที่เพิ่งเปิดใหม่นั้น ผู้สื่อข่าวถามว่ารอได้ยังไงตั้งแปดชั่วโมง คนที่รอคิวก็ตอบว่า นั่นไม่ใช่ปัญหา เขาเคยชินแล้วกับการรอแปดชั่วโมงเพื่อรอรับอาหารปันส่วนเช่นน้ำตาล หรือชา นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลเล็ก ๆ ที่เศรษฐกิจแบบโซเวียตต้องแพ้ทางให้แก่โลกเสรี นอกจากเพราะขาดแรงจูงใจในการผลิตเพราะมีระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลางแล้ว สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะระบบการทำงานของโซเวียตถูกขับเคลื่อนด้วยรัฐตลอดเวลา ในโซเวียต ใครทำงานไม่ดีก็ไม่สามารถไล่ออกได้นะคะ ใช้ระบบจ้างงานตลอดชีวิตเหมือนราชการไทย และแน่นอนว่าคนมันก็เข้ามาในระบบมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน โดยไม่มีใครออก ทำให้ยากต่อการปรับแก้โครงสร้างระบบ อีกทั้งความต้องการของสังคมที่มีไม่จำกัด ทำให้หน่วยงานรัฐเองก็ต้องขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะรัฐลงมือทำเองทุกอย่าง ทั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, บริหารราชการ แม้กระทั่งการวางแผนการผลิต ทำให้งานล้นมือรัฐบาล และเมื่อการที่หน่วยงานรัฐแตกหน่อออกไปเรื่อย ๆ ผสมกับการบริหารแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางแล้ว ก็ทำให้ระบบเกิดความเทอะทะไร้ประสิทธิภาพ มันไร้ประสิทธิภาพขนาดที่ว่า คนโซเวียตทำงานหามรุ่งหามค่ำก็จริง แต่ไม่สามารถซื้ออะไรจากร้านค้าได้เลยเพราะของมันหมดเกลี้ยง และเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้แล้ว คนก็ยิ่งเอาใจออกห่างจากรัฐและระบบคอมมิวนิสต์มากขึ้น จนพาลคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เพราะจะส่งเสียงไปก็ไม่มีใครได้ยิน หรือได้ยินแล้วแต่ไม่ถูกตอบสนอง เพราะรัฐไม่สามารถอำนวยอะไรให้กับชีวิตเขาได้แล้ว เลยกลายเป็นว่าพวกเขาต้องพึ่งตัวเอง มีความทรหดอดทน และสิ่งนี้อาจหล่อหลอมให้พวกเขามีนิสัยแบบนึกถึงตัวเองก่อน (ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าชาวโซเวียตเห็นแก่ตัว แต่หมายถึง ตัวฉันต้องมาก่อนส่วนรวม) ทำให้ภาคประชาชนเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มกดดันที่เข้มแข็งได้ยาก ผู้เขียน: Anna Chandee
ว่าด้วยเรื่องเงินเดือนของชาวโซเวียต content media
0
0
51
Anna Chandee
ขั้นตอนดำเนินการอื่นๆ