กระทู้ในฟอรัม

Win_O.S
11 ส.ค. 2562
In สงครามโลกครั้งที่ 2
นายพล ดรีทริช ฮูโก แฮร์มัน ฟ็อน ค็อลทิทซ์ ( Dietrich Hugo Hermann von Choltitz ) ผู้บัญชาการคนสุดท้ายของเยอรมันแห่งกรุงปารีส เมื่ออาณาจักรไรซ์ที่ 3 กำลังล่มสลาย เขาเกิดวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1894 หลังจากเติมโตจนเข้าสู่วัยหนุ่มเขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยในปี 1907 ตามรอยเท้าพ่อของเขาและได้กลายเป็นนายทหารอาชีพ โดยเริ่มอาชีพทหารตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ยาวมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงสุดท้ายของอาชีพทหารเขาเป็นผู้บังคับบัญชาการกองพลยานเกราะที่ 11 ( The 11th Panzer Division ) เขาเป็นที่จดจำจากบทบาทในฐานะผู้บัญชาการคนสุดท้ายของปารีสที่ถูกพรรคนาซีของเยอรมันยึดครองใน ค.ศ. 1944 หลังจากที่สงครามพลิกกลับ เยอรมันที่เป็นฝ่ายรุกทั่วทั้งยุโรปกลับมาเป็นฝ่ายรับในทุกแนวรบ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 หลังจากวัน D-Day ฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีกองทัพเยอรมันทางตะวันตกเตรียมถอนกำลังออกจากปารีส วันที่ 23 สิงหาคม 1944 ผู้ที่เป็นผู้บัญชาการในตอนนั้น นายพลดรีทริช ฟ็อน ค็อลทิทซ์ ได้รับสายตรงจากท่านผู้นำ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ ว่าให้ถอนกำลังออกจากปารีส และเผามันให้สิ้นซาก ให้ฝั่งสัมพันธมิตรได้ปารีสที่เป็นเถ่าถ่านไปเท่านั้น แต่นายพลดรีทริช ฟ็อน ค็อลทิทซ์ นั้นไม่ปฏิบัติตาม และอ้างเฉไฉไปว่าต้องจัดการความวุ่นวายในเมืองและเจรจากับฝ่ายต่อต้านอยู่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้ แต่ฮิตเลอร์ไม่ฟังเหตุผล เอาแต่ถามว่า "Brennt Paris?" หรือแปลเป็นอังกฤษ "Is Paris burning?" สองวันหลังจากนั้น นายพลดรีทริช ฟ็อน ค็อลทิทซ์ ได้ยอมสงบศึกกับฝ่ายสัมพันธมิตร พร้อมกับทหารที่ประจำการในกรุงปารีสรวม 10,000 นาย และที่สำคัญ นายพลดรีทริช ฟ็อน ค็อลทิทซ์ ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของฮิตเลอร์ ได้รักษากรุงปารีสที่สวยงามนี้ไว้ ทำให้ประชากรและทรัพย์สินของเมืองนี้พ้นภัยไฟแห่งสงครามของฮิตเลอร์ราวกับปาฏิหาริย์ เพราะว่าในช่วงท้ายสงครามเมืองสำคัญอย่างลอนดอนและเบอร์ลินก็มีกองซากปรักหักพังหลังจากสงครามขนาดที่ว่าต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปีแต่สมบัติทางประวัติศาสตร์ของปารีสนั้นแทบไม่ถูกแตะต้องเลย หลังจากการยอมแพ้ของฝ่ายอักษะ นายพลดรีทริช ฟ็อน ค็อลทิทซ์ ได้รับคำพิพากษาจำคุกเพียง 2 ปี หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว นายพลดรีทริช ฟ็อน ค็อลทิทซ์ ก็ได้ละทิ้งการเป็นทหารอาชีพ และใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบจนกระทั้งเดือนพฤจิกายน 1966 นายพลดรีทริช ฟ็อน ค็อลทิทซ์ ก็ได้สิ้นชีวิตลง ณ โรงพยาบาลในเมืองบาเดน-บาเดน ( Baden-Baden ) พิธีศพของนายพลดรีทริช ฟ็อน ค็อลทิทซ์ มีนายทหารเมืองปารีสเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมากโดยท่านได้รับการจดจำจากทหารและชาวเมืองของทั้งสองประเทศว่าเป็นผู้บัญชาการที่กล้าขัดคำสั่งท่านผู้นำและรักษาเมืองปารีสให้พ้นเงื้อมมือของอดอร์ฟ ฮิตเลอร์ เรื่องราวของผู้บัญชาการที่รักษาเมืองปารีสให้พ้นภัยนี้ ได้ถูกจัดทำเป็นหนังสือ และมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1965 เรื่อง“ Is Paris Burning” โดยได้ René Clement มาเป็นผู้กำกับและได้ Gert Fröbe เป็นนักแสดงในบทบาทของนายพลดรีทริช ฟ็อน ค็อลทิทซ์ หนังนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองปารีสก่อนจะถูกปลดปล่อยโดยฝั่งสัมพันธมิตรและการตัดสินใจรักษาเมืองปารีสไว้ของนายพลดรีทริช ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับชื่อสเสนอภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ โดยได้รับรางวัลไปสองรางวัล ได้แก่ รางวัล Best Art Direction และรางวัล Best Cinematography ซึ่งผู้อ่านที่สนใจสามารถซื้อหนังสือหรือรับชมแบบภาพยนตร์ได้ผ่านทาง amazon จากผู้เขียน : ก็ห่างหายไปสักพักจากการเขียนเรื่องราวที่ผมสนใจ นับจาก V-2 ก็ 3 เดือนจะ 4 เดือนแล้ว ส่วนสาเหตุที่หายไปนานก็คือไปศึกษาเรื่องราวต่างๆ และก็ต้องทำงานด้วย ( จริงๆคือเล่นเกมด้วยแต่เดี๋ยวคนอื่นจะรู้ว่าเราขี้เกียจเอา - 3- ) จริงๆเรื่องนี้ผมกะว่าจะเขียนไว้คั้นกลางเรื่องที่ผมกำลังเขียนอยู่ ( คือกะว่าจะลงไว้ให้อ่านรอบทความต่อไปนั้นเอง ) ยังไงก็ฝากติดตามผลงานต่อๆไปของผมด้วยนะครับ ท่านสามารถคอมเม้นต์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้มีตรงไหนติหรือชอบเรื่องราวนี้ก็คอมเม้นต์เลยโลด และหากบทความนี้มีตรงไหนผิดพลาดประการใด ตัวผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ไปก่อน สวัสดีครับ -อ้างอิง- 1. https://en.wikipedia.org/wiki/11th_Panzer_Division_(Wehrmacht) 2. https://en.wikipedia.org/wiki/Dietrich_von_Choltitz 3. https://www.thelocal.fr/20140825/nazi-general-didnt-save-paris-expert 4. https://allthatsinteresting.com/dietrich-von-choltitz 5. https://en.wikipedia.org/wiki/Is_Paris_Burning%3F_(film)
Dietrich von Choltitz ผู้บัญชาการคนสุดท้ายของเยอรมันนีแห่งกรุงปารีส content media
2
0
128
Win_O.S
14 พ.ค. 2562
In สงครามโลกครั้งที่ 2
ต่อจากครั้งที่แล้วนะครับเราได้เล่าเรื่อง V-1 และได้กล่าวถึง V-2 ไปนิดหน่อยนะครับ V-2 หรือชื่อเต็มของมันคือ Vergeltungwaffe-2 หรือ อาวุธเพื่อการตอบโต้หมายเลขสอง ในทางเทคนิคมีชื่อว่า Aggregat-4 ( A-4 ) มันเป็นผลงานชิ้นแรกของโลกที่ทะยานขึ้นไปสู้ห้วงอวกาศ จรวด V-2 จะถูกตั้งบนฐานยิงที่ตั้งฉากกับพื้นโลกใช้พลังเชื้อเพลิงเหลวขับเคลื่อนขึ้นตรงทะลุบรรยากาศของโลกสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 88 กิโลเมตรจากนั้นจะกลับเข้าสู้พื้นโลกในแนวเฉียงด้วยพลังเชื้อเพลิงและแรงโน้มถ่วงโลกที่ความเร็วกว่า 5,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่าเสียงสี่เท่า หัวรบที่มีน้ำหนักกว่าหนึ่งตันนี้เมื่อเข้าทำลายเป้าหมายย่อมมีความสูญเสียที่รุนแรงยิ่ง V-2 มีระยะทำการสามารถทำลายเป้าหมาย 350 กิโลเมตรจากฐานยิง ไม่น่าเชื่อว่า V-2 คือต้นธารแห่งความรู้เรื่องการผลิตมาจากนักฟิสิกส์ชาวสหรัฐอเมริกาผู้ถูกสังคมปฏิเสธบ้างก็ถูกมองว่าตัวตลกถึงขนาดที่หนังสือพิมพ์ค่ายดังอย่างนิวยอร์คไทม์เคยตีพิมพ์บทความดูถูกเขาในปี 1920 เมื่อเขาตีพิมพ์เรื่องจรวดและความเป็นไปได้ที่จะไปดวงจันทร์ แต่อย่างไรก็ดี อีก 49 ปีถัดมาเมื่อยานอวกาศอพอลโล่ 11 นำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ได้ นิวยอร์คไทม์ก็ตีพิมพ์ข้อความแก้ไขยอมรับผิดที่เคยดูถูก โรเบิร์ด กอดดาร์ด เป็นอาจารย์ นักฟิสิกส์ และนักประดิษฐ์ ที่หลังจากเขาสิ้นชีวิตไปแล้วเพิ่งจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ประดิษฐ์จรวดพลังงานเชื้อเพลิงเหลวคนแรกของโลก ระหว่างปี 1920 - 1941 เขาและทีมวิจัยได้ทำการทดลองยิง 34 ครั้ง ครั้งที่เยี่ยมที่สุดทำความสูงได้ 2.6 กิโลเมตรความเร็ว 885 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในการทดสอบเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1937 ดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกเพราะสี่ปีหลังจากนั้นจรวดเขาพุ่งไปได้เพียง 80 เมตรจากฐานยิง เมื่อถูกผู้คนดูถูก กอดดาร์ด จึงปิดตัวเองหลีกลี้จากสังคมเขาจะติดต่อแค่นักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน และไม่กี่คนที่ติดต่อสื่อสารกับเขาคือนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ แวร์นแฮร์ ฟอน เบราน์ เบราน์ ได้ต่อยอดความรู้ของ กอดดาร์ด เมื่อบวกกับภูมิความรู้ทางวิศวกรรมการบินของเยอรมันมีแล้ว ผลลัพธ์คือ อาวุธที่รุนแรงและทรงพลานุภาพที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จัก แต่เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ดูผลการทดลองที่สุดยอดของมัน กลับวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงดูแคลน แต่กระนั้น เมื่อกองทัพรถถังที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเขาประสบความพ่ายแพ้ในสมรภูมิโซเวียด ผู้นำทางทหารของเยอรมันจึงกลับมาพลิกฟื้นโครงการผลิตจรวด V-1 และ V-2 กว่าจะเพิ่งกำลังการผลิตได้เต็มที่ ก็เป็นช่วงสุดท้ายของสงครามที่กองทัพเยอรมันเสียทั้งโปแลนด์ อิตาลีและฝรั่งเศษ ดินแดนที่เคยครอบครอง นาซีเยอรมันใช้แรงงานทาสอย่างโหดร้ายในการก่อสร้างและผลิตจรวด จากการประเมินมีแรงงานทาสเสียชีวิตในโครงการนี้มากถึง 20,000 คน 9,000 ถูกบังคับให้ทำงานจนตาย 350 คนถูกลงโทษด้วยการแขวนคอ นอกจากนั้นต่างเจ็บป่วยล้มตายเพราะโรคภัยและความอดยาก จากการเร่งการผลิต V-2 จำนวน 5,200 ลูกถูกผลิตจากศูนย์วิจัยลับตามที่ต่างๆ แต่ฝั่งสัมพันธมิตรที่ส่งหน่อยคอมมานโดเข้าทำลายโกดังแหล่งผลิตและยึดจรวดไว้ได้จำนวนมาก นักการทหารต่างประเมินว่าการสั่งเร่งกาผลิตจรวดนำวิถีในยามที่ประเทศขาดแคลนทรัพยากรแะพลังงานนี้ คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กองทัพเยอรมันขาดแคลนการส่งบำรุงช่วบท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจบสงครามทีมวิจัยอีกหลายคนเข้ามอบตัวต่อฝ่ายสัมพันธมิตรที่ออสเตรีย หลังถูกคุมขังในระบะเวลาสั้นๆ นักวิทยาศาสตร์และนักวิศวกรการบินของเยอรมันถูกส่งตัวไปยังสหรัฐอเมริกา เข้าทำงานในโครงการผลิตอาวุธจรวดนำวิถีต่างๆ คิดค้น พัฒนาอาวุธจรวดนำวิถี ติดหัวรบนิวเคลียร์ ระบบยิงจากอากาศสู่พื้นรหัส RASCAL ส่วนนักวิทยาศาสตร์และนักวิศวกรการบินเยอรมันคนอื่นๆต่างมีบทบาทสำคัญๆทั้งโครงการผลิตอาวุธและโครงการอวกาศของสหรัฐฯ ส่วน แวร์นแฮร์ ฟอน เบราน์ ประสบความสำเร็จในฐานะวิศวกรจรวดขององค์การนาซ่า ช่วยสร้าง Saturn V ที่นำอพอลโล่เดินทางสู่ดวงจันทร์สมดังที่ โรเบิร์ต กอดดาร์ด ฝันไว้ซึ่ง แวร์นแฮร์ ฟอน เบราน์ ยังจำคำที่ กอดดาร์ด เคยพูดไว้ "มีการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ความฝันของวันวาน เป็นความหวังของวันนี้ และความหวังของวันนี้ จะเป็นความจริงในวันพรุ่งนี้" เป็นบทความที่ 2 ของผมและเป็นตอนต่อจาก V-1 ที่เคยลง หากพิมพ์ผิดหรือตกหล่น ขออภัย ณ ที่นี้ สามารถโต้แย้ง หากผมพูดตรงไหนผิด แลกเปลี่ยนความรู้ ได้ ตรงคอมเม้นต์ด้านล่างน่ะครับ YERI รักทุกคนนะครับบบ เขียนและเรียบเรียงโดย Achiroto <3 <3 <3 อ้างอิงรูปภาพ *1 http://www.v2rocket.com/start/makeup/design.html *2 https://en.wikipedia.org/wiki/V-2_rocket *3 https://www.nasa.gov/feature/50-years-ago-the-first-flight-of-the-saturn-v/ อ้างอิงข้อมูล - https://www.nasa.gov/centers/goddard/about/history/dr_goddard.html - Hitler War ( หนังสือ ) เขียนโดย david irving - https://en.wikipedia.org/wiki/V-2_rocket
Vergeltungwaffe-2 ( V-2 ) จุดเริ่มต้นสู่โครงการอวกาศ content media
2
1
77
Win_O.S
12 พ.ค. 2562
In สงครามโลกครั้งที่ 2
เยอรมันนีหลังแพ้สงครามก็ถูกจำกัดสิทธิการใช้อาวุธหลายๆอย่าง เพราะงั้นฝ่ายวิจ้ยทางทหารได้พยายามค้นคว้าอาวุธใหม่ที่ไม่อยู่ในข้อจำกัดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ พวกเขาตั้งเป้าว่า "มันนะเป็นอาวุธวิถีไกลที่มีพลังงานในตัวของมันเอง และควบคุมให้ไปในทิศทางเป้าหมายได้ในระยะไกล" โครงการนี้ได้เริ่มขึ้นก่อนที่ฮิตเลอร์จะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยมีเวอร์เนอร์ฟอนเบราน์เป็นผู้คิดค้นซึ่งเขามีความคิดเพียงแค่ให้มันเป็นใบเบิกทางสู่อนาคตของการสำรวจอวกาศก่อนที่รัฐบาลเยอรมันเริ่มสนับสนุนการวิจัยจรวดในปี 1932 เพราะเชื่อว่าจรวดสามารถใช้เป็นอาวุธได้ แต่หลังจากที่ฮิตเลอร์เข้ารับตำแหน่งเมื่อน้นปี 1933 เมื่อได้รับรายงาน เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับโครงการนี้มากนัก เขามีความเชื่อทางทหารดั้งเดิมเชื่อในอาวุธธรรมเนียมนิยมเช่น รถถัง ปืนใหญ่ เรือรบ และเครื่องบินรบ จึงทำให้โครงการนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก จรวดนำวิถี คือเรื่องไกลเกินจะฝันในยุคนั้น ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะทำได้และใช้ในสงครามได้จริงในระยะ 10 ถึง 20 ปี แต่กระนั้น นักวิทยาศาสตร์และฝ่ายวิจัยทางการทหารก็ไม่ย่อท้อ ไม่ยอมพักโครงการนักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรได้มุ่งเน้นวิจัยและผลิตจรวดนำวิถีที่ใช้เครื่องยนต์กังหันไอพ่นและเชื้อเพลิงเหลว และแล้วฝ่ายวิจัยการทางทหารก็ประสบความสำเร็จในการสร้าง จรวดนำวิถีเครื่องที่ด้วนเครื่องยนต์ไอพ่น V-1 หรือชื่อเต็ม Vergeltungswaffe-1 และเมื่อทดลอง มันก็ใช้ได้จริงๆ หลังฝ่ายสัมพันธมิตรยกทัพขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีได้ในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 เยอรมันเลยคิดแก้เผ็ด 13 มิถุนายน เพียง 1 อาทิตย์หลัง D-Day ลอนดอนก็ถูกอาวุธที่โลกไม่เคยรู้ยักถล่มยับ มันเป็นจรวดนำวิธีขับเคลื่อนด้วยเครื่องไอพ่นของตัวเอง การปล่อยอาวุธชิ้นนี้ต้องใช้วิธีตั้งฐานยิงเอียงลาดจากนั้นก็จุดชนวนให้มันพุ่งไปสู้ท้องฟ้าเข้าหาเป้าหมายในระยะไกล ทั้งยังมีระบบนำร่องบังคับทิศทางจากระยะไกลไม่ต้องมีคนขับ ภายในจรวดบรรทุกระเบิดน้ำหนัก 850 กิโลกรัมเคลื่อนที่แหวกอากาศความเร็วกว่า 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตั้งแต่วันที่เริ่มโจมตี ตลอดหลายสิบเดือนจนฐานยิงสุดท้ายโดนทำลายในวันที่ 29 มีนาคม 1945 กรุงลอนดอนและเมืองสำคัญหลายเมืองถูก V-1 ถล่มเกือบหมื่นลูก บางวัน ในวันเดียวลอนดอนโดนไปสองลูก รวมแล้วมีคนตายและบาดเจ็บทั้งสิน 22,000 คน เกือบทั้งหมดคือพลเรือน ทำให้สัมพันธมิตรต้องเสียเวลาทำลายเครื่องยิงที่เรียงอยู่ตามชายฝั่งฝรั่งเศษแบะเบลเยี่ยม และที่ทรงพลังกว่าจรวด V-1 คือจรวด V-2 อันเป็นจรวดลูกแรกของโลก มีความยาว 14 เมตร หนัก 12.5 ตัน เคลื่อนตัวด้วยแก๊สเหลว ทะยานสู้ท้องฟ้าได้ด้วยความเร็วเหนือเสียง 5,760 กิโลเมตร ในวันที่ 3 ตุลาคม 1942 ขณะที่กองทัพเยอรมันวุ่นวายกับปฏิบัติการ บาร์บารอสซา ฝ่ายวิจัยทางทหารนำโดยนายพลวอลเตอร์ ดอร์นแบร์เกอร์ได้ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการยิงจรวด V-2 ขึ้นจากฐานยิงหลังสองครั้งแรกล้มเหลว หลังจากการยิงจรวจ V-2 สำเร็จมีบันทึกว่า "3 ตุลาคม 1942 เป็นวันเปิดศักราชใหม่ของการขนส่ง นั่นคือ การเดินทางสู้ห้วงอวกาศ" แต่อย่างไรก็ดี ฮิตเลอร์ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะวุ่นกับสงครามโจมตีโซเวียดจึงไม่ได้สั่งการเร่งการผลิต แต่เมื่อเยอรมันเสียท่าให้สัมพันธมิตรยกพลขึ้นฝั่ง กองทัพก็งัดไม้ตาย V-2 เอามาใช้สร้างความเสียหายให้อังกฤษตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 1944 จนเกือบจบสงคราม ขณะที่สัมพันธมิตรสร้างอาวุธต่อต้านอากาศยานจรวด V-1 ได้แต่สำหรับความเร็วเหนือเสียงของ V-2 นั้นยากที่จะหยุดได้ ทำให้สัมพันธมิตรต้องเสียเวลาพอสมควรในการทำลายถล่มฐานยิง เรื่องนี้เองที่ทำให้ฮิตเลอร์เสียน้ำตาเพราะเขาเพิ่งตระหนักได้ว่า หากให้ความสำคัญกับโครงกาศนี้ ผลของสงครามก็ไม่น่าจะเลวร้าย เขียนและเรียบเรียงโดย Achiroto
Vergeltungswaffe-1 ( V-1 ) อาวุธเปลี่ยนโลก content media
1
0
375

Win_O.S

ขั้นตอนดำเนินการอื่นๆ