• DEFNET

วิเคราะห์: กองทัพบกไทยมีโครงการจัดหาปืนใหญ่ลากจูงใหม่

อัพเดตเมื่อ: 25 ก.ค. 2019

มีข่าวว่า กองทัพบกไทยกำลังดำเนินการพิจารณาโครงการจัดหาปืนใหญ่สนามแบบลากจูงขนาด 155มม. แบบใหม่



โดยมีการกำหนดมาตรฐาน/คุณลักษณะทั่วไปมีดังนี้

  1. เป็นปืนใหญ่สนามที่มีขนาดความกว้างปากลำกล้อง 155มม. มีน้ำหนักไม่เกิน 8,000กก. มีความคล่องตัวสูง สามารถทำการยิงได้ในทุกสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในประเทศไทย

  2. มีความแข็งแรงทนทานต่อปฏิบัติการทางทหาร สามารถเคลื่อนย้ายได้ด้วยรถยนต์ทหาร รถไฟ อากาศยานหรือทางเรือ ที่มีประจำการในกองทัพโดยไม่ต้องถอดประกอบ

  3. มีระยะยิงไกลสุดสำหรับกระสุนระเบิดอย่างน้อย 25กม. และสามารถทำการยิงกระสุนระเบิดต่อระยะได้ในระยะไม่น้อยกว่า 30กม.

  4. สามารถทำการยิงด้วยกระสุน, ชนวน และดินส่งกระสุน ที่มีใช้ในกองทัพบกหรือตามาตรฐาน NATO โดยผ่านการยิงทดสอบและรับรองมาตรฐานจากประเทศ/โรงงานผู้ผลิต

  5. สามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ของระบบอาวุธยิงสนับสนุนที่มีประจำการในกองทัพบกได้

  6. สามารถใช้ร่วมกับชุดวิทยุทางทหารที่มีประจำการในกองทัพบกได้

  7. สามารถยกลำกล้องทำการยิงมุมยิงใหญ่(ตั้งแต่ 801มิลเลียม หรือ 45 องศา ขึ้นไป) และมีมุมกดต่ำลงของลำกล้องได้น้อยกว่า 0 องศา

  8. มีอัตราเร็วสูงสุดในการยิงตั้งแต่ 3 นัดต่อนาทีขึ้นไป

  9. ทำการยิงได้ทั้งระบบอำนวยการยิงอัตโนมัติและระบบ Manual โดยมีเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นแหล่งจ่ายพลังงานหลักและอุปกรณ์การแปลงกระแสไฟฟ้าสำหรับเป็นแหล่งจ่ายพลังงานสำรอง

  10. สามารถติดตั้งระบบกำหนดพิกัดและชี้ทิศทางอัตโนมัติ พร้อมทั้งสามารถติดตั้งกล้องเล็ง Panoramic ได้

  11. มีสายการผลิตและมีประจำการในกองทัพประเทศผู้ผลิต และมีประจำการในกองทัพประเทศอื่นๆ รวมทั้งสามารถให้การสนับสนุนชิ้นส่วนซ่อมของระบบต่างๆได้อย่างน้อยเป็นระยะเวลา ๒๐ปี

ที่มา https://aagth1.blogspot.com/2019/07/blog-post.html


ซึ่งการออกข้อกำหนดแบบนี้หมายความว่า กองทัพบกกำลังต่อการปืนใหญ่เบาขนาด 155 มม. เข้าประจำการ ปัจจุบันกองทัพบกจะมีปืนใหญ่ที่มีพิสัยการยิงใกล้เคียงกันคือปืนใหญ่ M198 แต่ตัวปืนมีน้ำหนักประมาณ 7.1 ตันซึ่งมากพอสมควร อาจจะไม่มีความคล่องตัว จึงมีความต้องการปืนใหญ่เบาเพื่อเพิ่มความคล่องตัวแม้ว่ากองทัพบกจะไม่มีเฮลิคอปเตอร์ที่สามารถยกสัมภาระไม่มากกว่า 5 ตัน แล้ว และด้วยความเบาของปืนใหญ่ยังสามารถช่วยในการใช้รถลากปืนใหญ่ที่ไม่ต้องมีกำลังสูงๆได้เช่นกัน ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายไดคล่องตัวมากขึ้น


ถ้าลองมาวิเคราะห์ดูถึงปืนใหญ่ที่ค่อนข้างตรงกับความคุณสมบัติ ขอคัดมา3ตัวเลือกแล้วกันครับ คือ


1.SLWH Pegasus


ปืนใหญ่เบาจาก Defence Science and Technology Agency (DSTA) and ST Kinetics ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นปืนใหญ่มาตรฐานของกองทัพสิงคโปร์ เพื่อทดแทนปืนใหญ่ขนาด 105มม. แบบ LG1



โดยปืนทำมาจาก titanium alloy และ aluminium alloy ทำให้ปืนมีน้ำหนักเบาขนาด 155มม./39คาริเบอร์ น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 5.4 ตัน ความยาวลำกล้อง 6.045 ม. สามารถเคลื่อนยาวปืนโดยใช้รถบรรทุก หรือ รถสายพาน ATTC Bronco สามารถยกด้วยเฮลิคอปเตอร์แบบCH-47SD หรือลำเลียงด้วย C-130ได้ นอกจากนี้ ตัวปืนมีการติดตั้ง เครื่องยนต์ Lombardini 9LD625-2 ขนาด 28แรงม้า เครื่องที่ด้วยความเร็ว 12กม./ชม. พลประจำปืน 6-8 นาย


ขีดความสามารถในการยิง สามารถยิงกระสุนทั่วไปได้ไกลสุดที่ระยะ 19-22กม. และกระสุนระเบิดต่อระยะได้ที่ 30กม. สามารถทำการยิงหลังจากเข้าที่ตั้งยิงในเวลา 2.30 นาที อัตรายิงต่อเนื่อง 3นัด ภายใน 24 วินาที อัตรายิงสูงสุด 4นัดใน3นาที



ถ้ากรณีที่ยกด้วยเฮลิคอปเตอร์ คงต้องบอกตามตรงว่าปืนใหญ่รุ่นนี้นี้ทำไม่ได้เพราะในปัจจุบันกองทัพบกไม่มีเฮลิคอปเตอร์ที่สามารถยกสัมภาระได้เกิน 5ตันแล้วตั้งแต่ปลด CH-47D ไป(Mi-17V5 ยกได้ไม่เกิน 5ตันเช่นเดียวกับ Blackhawk) แต่ด้วยความเป็นปืนใหญ่เบา หากไม่ได้ไปในจุดตั้งยิงที่เข้าถึงลำบาก รถบรรทุกที่เรามีก็น่าจะเพียงพอกับการเคลื่อนย้ายแล้ว และด้วยการมีเครื่องยนต์ทำให้ปืนสามารถเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งการยิงในระยะทางใกล้ๆได้เช่นกัน




ถึงปืนจะสามารถรองรับระบบกระสุนที่บ้านเราใช้งานอยู่ได้แต่ปืนรุ่นนี้ก็ยังไม่เคยขายให้ประเทศใด

มีเพียงสิงคโปร์เท่านั้นที่ใช้งานซึ่งก็มีเพียงแค่ 60กระบอกเท่านั้น ก็จึงก็น่าคิดว่าปืนรุ่นนี้จะคุ้มค่ากับการจัดหาหรือไม่?

ที่มา

https://www.army-technology.com/projects/slwh-pegasus-light-weight-howitzer/



2. M777


ปืนใหญ่ M777 ผลิตโดยบริษัท BAE Systems ซึ่งปืนใหญ่มาตรฐานที่มีประจำการในกองทัพบก และ นาวิกโยธินสหรัฐฯ ทดแทนปืนใหญ่ลากจูง M198

โดยปืนมีส่วนประกอบที่ทำมาจาก titanium ซึ่งมีความแข็งแรงและน้ำหนักเบา ทำให้ปืนมีน้ำหนักเบาลงกว่าปืนรุ่นก่อนๆ โดยมีน้ำหนัก 4.2ตัน ขนาด 155มม./39คาริเบอร์ ลำกล้องมีความยาว 5.08 ม. พลประจำปืน 5-8 นาย



ปืนมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่สามารถตั้งยิงด้วยระบบไฮโดรลิกได้ หรือสามารถยิงด้วยแบบแมนนวล ระบบ digital fire-control system รุ่นเดียวกับที่ใช้ใน M109A6 ด้วยองศาการยิงปรับได้ตั้งแต่ 0 ถึง +71.7องศา อัตราการยิงสูงสุดอยู่ที่ 5นัด/นาที สามารถยิงกระสุนทั่วไปได้ไกลสุดที่ระยะ 24 กม. และกระสุนระเบิดต่อระยะได้ที่ 30กม. (แต่ถ้าเป็นกระสุนนำวิถีแบบ Excalibur จะสามารถยิงได้ไกลถึง 40กม.) สามารถตั้งยิงได้ในเวลา 2.10นาที




M777 ขณะถูกยกโดย Blackhawk

ถ้าหากอ้างอิงราคาจากดีลของอินเดีย ปี2016 ที่มีการจัดหา M777 จำนวน 145กระบอก มูลค่า 750ล้านเหรียญ หรือตกกระบอกละประมาณ 5.1ล้านเหรียญ


แต่ด้วยแนวโน้มของการจัดหาอาวุธที่กองทัพบกสามารถซื้อยานเกราะล้อยางจากสหรัฐฯได้ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากในการจัดหาปืนใหญ่รุ่นนี้ เพียงแต่ว่าถ้าจัดหา M777 จำนวนเท่าไหร่ งบประมาณจะอยู่ที่เท่าไหร่ อันนี้น่าลุ้นครับ


อ้างอิง

https://www.baesystems.com/en/product/m777

https://www.army-technology.com/projects/ufh/

3. AH-4

ปืนใหญ่เบาจากบริษัท NORINCO ซึ่งมีเทคโนโลยีคล้ายครึงกับปืนใหญ่ M777 จึงทำให้ปืนมีน้ำหนักที่เบา โดยจีนเริ่มพัฒนาปืนรุ่นนี้ตั้งแต่ปี 2005 จนะกระทั่งปืนมีความพร้อมในการเข้าสายการผลิตเมื่อไม่นานมานี้



ปืนใหญ่ AH4 มีน้ำหนักพร้อมรบ 4.5 ตัน ซึ่งรวมระบบรับแรงถอย Hydro Pneumatic ทำให้ปืนใหญ่สามารถทำการตั้งยิงได้ใน 3นาที มีมุมยิง -3 ถึง 72องศา มีพลประจำปืน 7นาย มีระยะยิงด้วยกระสุนทั่วไปไกลสุด 25 กม. กระสุนระเบิดต่อระยะ 30km มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อใช้งานในการตั้งยิงด้วยระบบไฮโดรลิคและสามารถตั้งยิงแบบแมนนวลได้



เอาตามตรงว่าปืนใหญ่รุ่นนี้ ตรงตามข้อกำหนดหลายข้อ แต่แน่นอนว่าปืนรุ่นนี้กำลังทยอยเข้ามาใช้งานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน และทางต่างประเทศก็มีการจัดหาปืนใหญ่รุ่นนี้ไปใช้บ้างแล้ว นอกจากนี้ทางผู้ผลิตยังมีรุ่น AHS-4 ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานบนภูเขาด้วยน้ำหนักเพียง 3ตันกว่าเท่านั้น แต่ก็ตัดระบบบางอย่างออกซึ่งมีในข้อกำหนดของกองทัพบก แต่อีกเรื่องที่ต้องคิดคือ กระสุนปืน155มม.นั้นจะสามารถใช้งานกับระบบบ้านเราได้จริงหรือไม่ แม้ทางผู้ผลิตจะบอกว่าสามารถใช้กระสุนมาตราฐานนาโต้ได้ก็ตาม อีกอย่างด้วยระยะเวลาที่ไม่เกิน10ปี ถ้าเราจัดหามาจะพอแน่ใจได้หรือไม่เรื่องของสายกำลังบำรุง แม้ว่าจะมีลูกค้าแล้วก็ตาม




สรุป

ความเป็นได้ที่เราจะมองโครงการนี้ ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ คงต้องยกให้ M777 ครับ เพียงแต่ว่าการดำเนินการนั้นจะเดินหน้าต่อไปเร็วแค่ไหน หรือการเปลี่ยนผู้บังคับบัญชา นโยบายอาจจะเปลี่ยน ไปออกเจ้าอื่นแทน ก็คงต้องมาลุ้นกันต่อไปครับ

อ้างอิง

http://www.military-today.com/artillery/ah4.htm

https://www.globalsecurity.org/military/world/china/ah4.htm


ดู 1,853 ครั้ง